แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - panne rattana

หน้า: [1] 2 3 ... 26
1
OPPO พึ่งสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับสมาร์ทโฟน ด้วยการส่ง OPPO Find X ที่มาพร้อมความแปลกใหม่ ด้วยกล้องแบบสไลด์ ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ทำให้พื้นที่ของหน้าจอมีขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบ 100% เลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะมาเป็น OPPO Find X กล้องสไลด์เช่นนี้ การทำงานภายในนั้นเป็นเช่นใด

ได้ทำการงัดแงะภายใน OPPO Find X ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานของส่วนสไลด์ โดยภายในถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนบนตรงส่วนสไลด์จะมีพวก กล้องหน้า, กล้องหลัง, เซนเซอร์ตรวจจับใบหน้า และการใช้งานด้านโทรอยู่ ส่วนการสไลด์ขึ้นลง จะใช้มอเตอร์แบบเกลียวเป็นตัวส่งแรง พร้อมรางสไลด์จะอยู่ทางฝั่งซ้ายและขวา และสิ่งที่ทำให้การสไลด์มีความลื่นจะมีการนำแผ่นรองมาใช้ แทนการใช้สปริงในการรับแรงกระแทก

ทั้งนี้การเชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 2 ส่วน ยังใช้สายไฟในการเชื่อมต่อกัน ซึ่งดูภาพรวมแล้ว OPPO Find X มีการประกอบที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แถมยังมีน็อตรวมเพื่อยึดติดในส่วนต่างๆ ถึง 41 ตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตามใครที่อยากจะเห็น OPPO Find X ตัวเป็นๆ ในประเทศไทย อาจจะต้องรออีกซักระยะ แต่คาดว่าราคาไม่แรงอย่างที่คิด !!

จากการลองใช้งาน ก็มั่นใจได้เลยว่าประสิทธิภาพของ OPPO Find X อยู่ในระดับสูงสุดของระบบแน่นอนครับ ทั้งด้านความแรงและความเข้ากันของระบบเพราะว่าใช้หน่วยประมวลผลสากลที่เป็น Snapdragon ด้วย การเปิดปิดเข้าออกแอพต่างๆ ทำได้ไวและตอบสนองลื่นมาก

มีความสามารถที่น่าสนใจเช่นโหมดสำหรับการใช้งานหน้าจอแบบเต็มพื้นที่ให้คุ้มค่ากว่าเดิม (นี่ขนาดจอใหญ๋มากแล้วนะ ) โดยการเอาปุ่มควบคุมหลักทั้งสามปุ่มด้านล่างออกไปครับ และใช้การสไลด์นิ้วจากขอบจอด้านล่างแทนคำสั่ง ทำให้เราได้พื้นที่ใช้งานกว้างมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก ^^

พางัดแงะส่วนสไลด์ OPPO Find X มีการทำงานเป็นอย่างไร ? ทำไมสไลด์ได้อย่างลื่นๆ คลิ๊กที่นี่ https://www.checkraka.com/mobilephone/review/686/

2
น้ำหมักชีวภาพ คือ น้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการหมักเศษซากพืช ซากสัตว์ หรือสารอินทรีย์ชนิดต่างๆ ที่หาได้ในท้องถิ่นด้วยจุลินทรีย์จำเพาะ ซึ่งอาจหมักร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง

กระบวนการหมักของน้ำหมักชีวภาพจะเกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ด้วยจุลินทรีย์ โดยใช้กากน้ำตาล และน้ำตาลจากสารอินทรีย์เป็นแหล่งพลังงาน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1. การหมักแบบต้องการออกซิเจน เป็นการหมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดที่ต้องการออกซิเจนสำหรับกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ เพื่อสร้างเป็นพลังงาน และอาหารให้แก่เซลล์ การหมักชนิดนี้จะเกิดน้อยในกระบวนการหมักน้ำหมักชีวภาพ และมักเกิดในช่วงแรกของการหมัก แต่เมื่อออกซิเจนในน้ำ และอากาศหมด จุลินทรีย์แบบใช้ออกซิเจนจะลดน้อยลง และหมดไปจนเหลือเฉพาะการหมักจากจุลินทรีย์แบบไม่ใช้ออกซิเจน

2. การหมักแบบไม่ต้องการออกซิเจน เป็นการหมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนสำหรับกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ เพื่อสร้างเป็นพลังงาน และอาหารให้แก่เซลล์ การหมักชนิดนี้จะเกิดเป็นส่วนใหญ่ในกระบวนการหมักน้ำหมักชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ได้คือ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ส่วนพวกเมอเคปเทนและก๊าซซัลไฟด์ปล่อยออกมาเล็กน้อย

น้ำหมักชีวภาพ

ชนิดของน้ำหมักชีวภาพ
น้ำหมักชีวภาพแบ่งตามประเภทวัตถุดิบที่ใช้หมัก 3 ชนิด คือ
1. น้ำหมักชีวภาพจากพืช แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
– ชนิดที่ใช้ผัก และเศษพืช เป็นน้ำหมักที่ได้จากเศษพืช เศษผักจากแปลงเกษตรหลังการเก็บ และคัดแยกผลผลิต น้ำหมักที่ได้มีลักษณะเป็นน้ำข้นสีน้ำตาล มีกลิ่นหอม ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดอะมิโน กรดแลคติค และฮอร์โมนเอนไซม์
– ชนิดที่ใช้ขยะเปียก เป็นน้ำหมักที่ได้จากขยะในครัวเรือน เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ น้ำหมักที่ได้มีลักษณะข้นสีน้ำตาลจางกว่าชนิดแรก และมีกลิ่นหอมน้อยกว่า บางครั้งอาจมีกลิ่นเหม็นบ้างเล็กน้อย ต้องใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสม

2. น้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ เป็นน้ำหมักที่ได้จากเศษเนื้อต่างๆ เช่น เนื้อปลา เนื้อหอย เป็นต้น น้ำหมักที่ได้จะมีสีน้ำตาลเข้ม มักมีกลิ่นเหม็นมากกว่าน้ำหมักที่ได้จากวัตถุหมักอื่น ต้องใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสม

3. น้ำหมักชีวภาพผสม เป็นน้ำหมักที่ได้จาการหมักพืช และเนื้อสัตว์รวมกัน ส่วนมากมักเป็นแหล่งที่ได้จากเศษอาหารในครัวเรือนเป็นหลัก

จุลินทรีย์ชีวภาพ และวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ จากการหมักเศษซากพืช คลิ๊กที่นี่ https://www.bcithailand.net/จุลินทรีย์ชีวภาพ/

3
การดูดซับเสียงหรือการควบคุมเสียงสะท้อน (Sound Absorption) การออกแบบห้องที่ต้องการลดเสียงสะท้อน เช่น ห้องประชุม, โรงละคร, โรงภาพยนตร์, ห้องบรรยาย, ห้องดูหนัง – ฟังเพลง, ห้องคาราโอเกะ

หากมีเสียงสะท้อน หรือเสียงก้องเกิดขี้น จะทำให้ประสิทธิภาพของเสียงที่หูของผู้ฟังได้ยินอาจลดประสิทธิภาพลงไป ดังนั้นต้องออกแบบให้มีวัสดุที่สามารถดูดซับเสียงได้ดี เพื่อป้องกันเสียงที่มากระทบฝ้าเพดาน พื้น ผนัง โดยสามารถดูได้จากค่า NRC ซึ่งเป็นค่าที่ระบุความสามารถการดูดซับเสียงของวัสดุต่าง
วัสดุทุกชนิดสามารถดูดซับเสียงได้ในระดับที่แตกต่างกันไป เมื่อคลื่นเสียงวิ่งกระทบวัสดุ จะมีบางส่วนของพลังงานเสียงถูกดูดซับและที่เหลือจะสะท้อนออกไป และเสียงที่สะท้อนออกไปนั้นจะมีพลังงานน้อยกว่าแหล่งกำเนิดเสียงเสมอ และพลังงานเสียงที่ถูกดูดซับเข้าไปจะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานรูปอื่น โดยทั่วไปจะเป็นความร้อน และจำนวนพลังงานที่ถูกดูดซับเข้าไปจะถูกแสดงในรูปของสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียง (Sound Absorption Coefficient) คือค่าที่แสดงความสามารถในการดูดซับเสียงของวัสดุ ถ้าหากใช้วัสดุที่ดูดซับเสียงไม่ดีจะทำให้เกิดเสียงก้องภายในห้องนั้น ๆ ได้ สามารถพิจารณาค่าต่าง ๆ ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

Sound Absorption Coefficient (SAC)
SAC หมายถึงสัดส่วนของพลังงานเสียงที่ถูกดูดซับไปเมื่อชนกระทบ เทียบกับพลังเสียงจากแหล่งกำเนิด ยกตัวอย่าง เช่น มีวัสดุหนึ่งมีค่า SAC 0.85 นั่นก็หมายความว่าพลังเสียง 85% ได้ถูกดูดซับไว้เมื่อเคลื่อนที่ไปชนกับวัสดุนี้ และ 15% ของพลังงานที่เทียบกับแหล่งกำเนิดจะสะท้อนออกมา ค่าการดูดซับเสียงของทุกวัสดุจะแปรผันกับความถี่ของเสียงที่เข้าไปกระทบ ดังนั้นค่าการดูดซับเสียง (SAC) จะถูกวัดที่หลายความถี่คือ 125, 250, 500, 1,000, 2,000 และ 4,000Hz ความถี่เหล่านี้เป็นความถี่ตรงกลางของเสียงที่วิ่งกระทบน้อยมากที่จะมีการใช้ค่า SAC ของเสียงที่ช่วงความถี่เดียวในการออกแบบทางสถาปัตยกรรม หรือระบุว่าวัสดุใด ๆ มีค่า SAC เป็นเท่าไร ในการออกแบบสถาปัตยกรรมค่า SAC จะเป็นค่าดูดซับเสียงที่ความถี่ที่เจาะจงเท่านั้น

ฉนวนกันเสียงและความรู้เบื้องต้น ACOUSTICS KNOWLEDGE คลิ๊กที่นี่ https://www.noisecontrol.company/

4
เมื่อก่อนรถบิ๊กไบค์เป็นอะไรที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ด้วยราคาที่แพงแสนแพงและแหล่งซื้อขายที่ค่อนข้างแคบและยากลำบาก ต่อมาไม่นานเราก็เริ่มเห็นบิ๊กไบค์ตามท้องถนนมากขึ้นเป็นเท่าตัว

นั่นก็เพราะว่าบิ๊กไบค์เริ่มทำการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้นนั่นเอง และที่เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าราคาค่างวดของรถบิ๊กไบค์นั้นไม่ถูก ต่อให้เป็นรุ่นล่างสุดก็เถอะก็ยังค่อนข้างสูงอยู่ดี มันจึงโยงมาถึงเรื่องการทำประกัน ต้องทำประกันแบบไหนมันถึงจะคุ้มค่าและเหมาะกับรถบิ๊กไบค์ของเรา

ซิ่งบิ๊กไบค์ควรเลือกประกันแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจรถของเราเสียก่อน อย่างแรกคือการซื้อสดกับการซื้อผ่อนมีผลต่อประกันแน่นอน ถ้าซื้อสดเรามีสิทธิเลือกประกันได้เต็มที่ แต่หากซื้อผ่อนส่วนมากจะมีบังคับไว้แล้วว่าต้องทำ ประกันบิ๊กไบค์ ชั้นไหน อย่างไร ดังนั้นถ้าซื้อผ่อนก็ตัดไปก่อน มาดูซื้อสดกันดีกว่า เอาหล่ะ ในเมื่อเราต้องเลือกซื้อประกันเพื่อมาดูแลรถของเราเอง เราก็ต้องรู้ก่อนว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับบิ๊กไบค์นั้นมีอะไรบ้าง หลักๆ ก็จะไล่ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ไฟไหม้ และแน่นอน สูญหาย เพราะรถบิ๊กไบค์นั้นถูกโจรกรมได้ง่ายกว่ารถยนต์ที่คันใหญ่แถมยังได้ราคาดี

ประกันที่เราเลือกจึงควรครอบคลุมประเด็นเหล่านี้เป็นอย่างต่ำนอกจากนี้ก็ต้องดูเรื่องการคุ้มครองชีวิต ทั้งตัวเราและบุคคลภายนอก รถบิ๊กไบค์แม้ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซด์ แต่ก็เป็นมอเตอร์ไซด์ที่เครื่องแรง เน้นความเร็ว การเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งมันจึงมีความรุนแรงมากกว่า โดยปกตถ้ามอเตอร์ไซด์ทั่วไปชนคนเข้า อย่างมากก็บาดเจ็บสาหัส แต่สำหรับบิ๊กไบค์นั้น ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย จึงต้องใช้ประกันที่ดูแลในส่วนนี้ด้วย ทั้งค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยกรณีที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ทั้งหมดนี้เจ้าของรถต้องตรวจดูรายละเอียดกับบริษัทประกันในแต่ละที่โดยละเอียด เพื่อเลือกแบบที่เหมาะสมที่สุด

บิ๊กไบค์ Moto Guzzi V7 Limited Edition ซิ่งบิ๊กไบค์ควรเลือกประกันแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด คลิ๊กที่นี่ www.checkraka.com/price/motorcycle-15-157/%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%88-Moto-Guzzi-V7-III-Carbon-Limited-Edition-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2018-1449280/

5
ห้องนั่งเล่นเปรียบเสมือนพื้นที่ที่พิเศษสุดสำหรับผู้อยู่อาศัย และแขกผู้มาเยือน เป็นพื้นที่รวมตัวของคนในครอบครัว ใช้เวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ยังบอกเล่ารสนิยม ความชอบส่วนตัวผ่านการตกแต่งห้องด้วย เฟอร์นิเจอร์

การเลือก เฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งภายในห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขก ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ประเภทลอยตัว มีน้ำหนักเบา เนื่องจากห้องดังกล่าวต้องรองรับการใช้งานที่หลากหลายแล้ว สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามการใช้งานให้เหมาะสมกับสารพัดกิจกรรม อีกทั้งช่วยสร้างบรรยากาศให้ผู้ใช้งานได้รู้สึกถึงความอบอุ่น เป็นกันเองด้วยค่ะ

1.ห้องนั่งเล่นต้องคู่กับโซฟา

เฟอร์นิเจอร์ที่โดดเด่น และเป็นพระเอกในห้องนั่งเล่น ก็คือ “โซฟา” ทำหน้าที่หลักที่จะต้อนรับคนในครอบครัว และแขกที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนเสมอๆ การเลือกซื้อโซฟาที่ดี นอกจากจะสวยงาม ทนทาน ความพิถีพิถันก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เริ่มจากโซฟาที่เหมาะกับห้องในคอนโดมิเนียม ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ขอแนะนำเป็นโซฟาเบดขนาด 2-3 ที่นั่ง พอให้นั่งดูหนังฟังเพลงได้สบายๆ ส่วนห้องขนาดพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ เลือกโซฟาที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้มากขึ้น เช่น โซฟาเข้ามุม หรือโซฟารูปตัวแอล (L) รองรับการใช้งานที่หลากหลาย นั่งเล่น นอนเล่น ยืดขาได้ตามสบาย รวมถึงเก้าอี้พักผ่อน (Recliner) อีกหนึ่ง เฟอร์นิเจอร์ ทางเลือกที่ตอบโจทย์คนรักความสบาย มาพร้อมกับฟังก์ชั่นหลากหลาย ทั้งพนักพิง-ที่วางขา สามารถปรับเอนนอนได้ พร้อมระบบไฟฟ้า ใช้งานง่าย สะดวกสบายมากค่ะ

2.ชุดโต๊ะกลางสำหรับรับแขก

โซฟา คือ พระเอก โต๊ะกลางก็คงเป็นนางเอกสำหรับห้องนี้ค่ะ คงขาดชิ้นใดชิ้นหนึ่งไปไม่ได้ค่ะสำหรับคู่นี้ เมื่อพูดถึงการเลือกซื้อโต๊ะรับแขก เบื้องต้นก็คงต้องเลือกรูปร่างลักษณะที่เข้ากับโซฟา และบรรยากาศภายในห้อง โทนสีที่เลือกใช้ พยายามหลีกเลี่ยงสีฉูดฉาด วัสดุแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งานที่หลากหลาย รูปทรงของโต๊ะกลางก็มีให้เลือกทั้งทรงสี่เหลี่ยม ทรงกลม ลองมาดูขนาดของโต๊ะรับแขกแต่ละรูปทรงกันบ้างค่ะ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นที่นิยมใช้มากที่สุด มีขนาดความยาวประมาณ 90-120 ซม. ความกว้าง 40-60 ซม. ความสูง 30-50 ซม. ทรงกลม หรือทรงรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ 45-95 ซม.

ขนาดโต๊ะทรงกลมที่แนะนำ คือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 90 ซม. เพราะสามารถวางของได้พอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ส่วนฟังก์ชั่นเสริมเล็กๆ น้อยๆ สำหรับโต๊ะกลาง สามารถเลือกแบบที่มีชั้นวางของ หรือวางหนังสือเล่มโปรดไว้ด้านล่างก็ได้ค่ะ

3.หมอนอิงนิ่มๆ กับโซฟาตัวโปรด

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้ชุดโซฟาครบสมบูรณ์ และเป็นตัวช่วยสร้างสีสันบนโซฟา คือ หมอนอิงนุ่มๆ อีกสัก 2-3 ใบ เอาไว้นอนหนุน นอนกอดกันได้ทั้งครอบครัว หากคุณเบื่อบรรยากาศจำเจ ลองหาหมอนอิงที่มีขนาด ลวดลาย หรือสีสันที่ต่างกันไปมาวางประดับไว้ แต่อย่าลืมดูจำนวนที่เหมาะสมกับขนาดของโซฟาด้วยนะคะ

ขนาดหมอนอิงทั่วไป คือ ขนาด 18X18 นิ้ว และ ขนาด 20X20 นิ้ว สำหรับโซฟาขนาดใหญ่จะเหมาะกับหมอนอิงขนาด 24×24 นิ้ว ช่วยสร้างความรู้สึกสบายได้อย่างลงตัว ส่วนรูปทรงของหมอน แบบมาตรฐานทั่วไปแบ่งเป็น 4 แบบ คือ ทรง Bolster ทรงสีเหลี่ยมจัตุรัส ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และทรงกลม รูปทรงที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ เลือกหมอนอิงที่ถอดปลอกหมอนออกมาซักทำความสะอาดได้ เท่านี้ก็สร้างความสดใสให้กับห้องนั่งเล่น พร้อมรองรับแขก และทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวได้แล้วค่ะ

แนวทางการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนั่งเล่น คลิ๊กที่นี่ https://www.plawharn.com/

6
การควบคุมเสียงสำหรับอาคาร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการออกแบบเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้งาน ของแต่ละพื้นที่ใช้สอยในอาคาร โดยเสียงที่มีผลกระทบต่ออาคารจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือเสียงจากภายนอกอาคาร (External Noises) และเสียงจากภายในอาคา(Internal Noises)การป้องกันเสียงจากภายนอก สามารถที่จะป้องกันเสียงได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1) ควบคุมด้วยระยะทาง ทุกระยะห่างจากต้นกำเนิดเสียง ความดังของเสียงจะลดลง อาทิ หากที่ดินของบ้านอยู่ติดถนนหรือบริเวณที่มีเสียงรบกวน อาจจะต้องวางตำแหน่งอาคารให้ไกลออกจากถนนให้มากเท่าที่จะทำได้
2)หลีกเลี่ยงบริเวณที่เสียงกระทบโดยตรง อาทิ การทำแผงหรือผนังกันเสียง ซึ่งอาจเป็นผนัง แนวรั้ว แนวต้นไม้ ที่จะช่วยกั้นเสียงและลดความเข้มของ เสียงโดยตรงก่อนที่จะที่จะถึงอาคาร
3) การวางผังอาคาร โดยให้พื้นที่ใช้สอยส่วนที่ไม่ต้องการความเงียบมากเป็นตัวป้องกันเสียง หรือกำหนดตำแหน่งช่องเปิดของอาคารหลีกเลี่ยงแนวทางของเสียง
4) การเลือกใช้วัสดุกันเสียงให้กับกรอบอาคาร
อาทิ การบุฉนวนใยแก้วให้กับผนังกรอบอาคาร การเลือกใช้กระจกสองชั้น หรือการใส่ฉนวนกันเสียงให้กับส่วนหลังคาอาคาร

ส่วนการป้องกันเสียงจากภายในอาคาร จะแบ่งเสียงภายในออกเป็น 2 ประเภท คือ เสียงโดยตรง(Direct Noise) และเสียงสะท้อน (Reverberant Noise) สามารถที่จะป้องกันเสียงได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1)ลดเสียงจากแหล่งกำเนิด เสียงโดยตรง สามารถลดได้ด้วยการใช้แผงกั้นระหว่างต้นกำเนิดเสียงกับผู้ฟังเก็บต้นกำเนิดเสียงไว้ในกล่อง /ห้องที่ปิดมิดชิดที่ทำด้วยวัสดุป้องกันเสียง / ห้องที่มีผนังหนาทึบ หรือทำพื้นสองชั้นที่มีความยืดหยุ่นรองรับเครื่องกล เพื่อช่วยลด Structure-borne Sound ส่วนเสียงสะท้อนสามารถลดโดยการใช้วัสดุดูดซึมเสียงที่ผนัง โดยเฉพาะด้านที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อนมาก
2) ลดเสียงที่มาตกกระทบ โดยการวัสดุดูดซับเสียง และวัสดุป้องกันเสียง อาทิ การใช้แผ่นฉนวนเยื่อกระดาษบุเสริมตรงผนังด้านที่เป็นทางต้นกำเนิดเสียง หรือบุแผ่นชานอ้อยเพื่อดูดซับเสียงในโรงแสดงมหรสพ
3) การวางผังอาคาร โดยการแยกบริเวณที่มีเสียงดัง ออกจากบริเวณที่ต้องการความเงียบ หรืออาจจะกั้นพื้นที่สองส่วนนี้ด้วยห้องอื่น

ฉนวนกันเสียง การดูดซับเสียง/ควบคุมเสียง คลิ๊กที่นี่ https://www.ฉนวนกันเสียง.com/ฉนวนกันเสียงดัง/

7
สวัสดีเพื่อนๆ ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Samsung แน่นอนว่าจะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจาก Galaxy Note 9 นั่นเอง หลังจากที่ได้ลองใช้มาราวๆ 2 สัปดาห์ วันนี้ก็จะมารีวิวให้อ่านกันแบบละเอียดๆเลยว่ารุ่นนี้ที่หลายคนอาจจะดูไม่หวือหวา (รวมถึงผมด้วยตอนพรีวิว) แต่ถ้าได้ลองใช้จริงๆจังๆจะเป็นอย่างไร มีอะไรบ้างที่เปลี่ยนมาแล้วว้าว มีอะไรที่ยังคงต้องเพิ่มเข้ามาอีกบ้าง มาอ่านไปพร้อมๆกันเลยครับ

กล่องทรงเดิมเพิ่มเติมคือเน้นที่สีปากกา !

เริ่มต้นกันที่ตัวกล่องกันก่อนเลย รอบนี้ทาง Samsung เลือกใช้ตัวปากกา S Pen เป็นตัวสื่อสีสันของตัวเครื่องอย่างชัดเจน และแน่นอนว่าสีที่เราได้มาก็คือสีทองงง ! เอ้ยๆ ไม่ใช่สิ ตัวปากกาน่ะสีทองแต่ตัวเครื่องเป็นสีน้ำเงินนะจ๊ะ ซึ่งสีนี้ก็เป็นสีฮีโร่เลยเพราะว่าเป็นสีที่ทาง Samsung ใช้โปรโมทเป็นหลักนี่แหละ

ตัวกล่องยังคงเป็นแบบ 2 ชั้นเหมือนเดิมคือเมื่อเลื่อนปลอกที่มีรูปปากกาออกจะเจอกล่องชั้นในที่ใช้การเปิดจากด้านข้าง ส่วนตัวชอบกล่องแบบนี้มากกว่าแบบที่ต้องดึงกล่องขึ้นจากด้านบนเพราะเปิดได้ง่ายไม่ต้องมาเขย่าๆเอาเนอะ

ตัวอุปกรณ์ที่อยู่ด้านไหนจะวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่เราก็จะลื้อออกมาให้เป็นระเบียบเรียงกันไว้ให้ดูแบบนี้แหละ (แป่ว :P) ซึ่งอุปกรณ์ที่ให้มาทั้งหมดก็มีดังนี้ครับ

ตัวเครื่อง Galaxy Note 9
เคสซิลิโคนใส
สาย USB Type-C
อแดปเตอร์ Adaptive Fast Charge
หูฟัง AKG
USB OTG (USB Type-A to Type-C)
หัวปากกาสำรอง
คู่มือการใช้งาน
เข็มจิ้มถาดซิม

เช่นเดียวกับตอน S9 ครับ ทาง Samsung ให้อุปกรณ์มาตรฐานมาครบพร้อมใช้เลยทั้งหูฟังคุณภาพสูง, USB OTG หรือจะเป็นเคสซิลโคนใสที่มีติดมาให้ตั้งแต่ในกล่องด้วยเลย พร้อมใช้ตั้งแต่แกะกล่องเลยล่ะครับ

อะ...ขอเสริมตรงนี้เล็กน้อยกับการขายของแบบไม่ค่อยเนียน :P สำหรับเพื่อนๆที่กังวลว่าตัวหน้าจออันสวยหรูของ Galaxy Note 9 นี้จะเป็นรอยหรือเกิดอุบัตเหตุ ไม่ต้องห่วง ! เพราะทันทีที่ตัวเครื่องพร้อมขายทาง Focus ก็มีกระจกกันรอบแบบ 3D Full Stick ปกป้องหน้าจอเต็มๆพร้อมเนียนตาไปทั้งด้านหน้า ทัชใช้งานได้ลื่นๆหรือจะใช้คู่กับเคสต่างๆก็ทำได้ด้วยเช่นกัน เรียกว่าใครที่กังวลเรื่องฟิล์มหรือกระจกกันรอยอยู่หายห่วงได้จ้าา

Samsung Galaxy Note 9 เรือธงคู่ปากกาที่ครบเครื่อง คลิ๊กที่นี่ https://www.checkraka.com/mobilephone/%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%87-SAMSUNG-Galaxy-Note-9-128GB-1449713/



8
OPPO พึ่งสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับสมาร์ทโฟน ด้วยการส่ง OPPO Find X ที่มาพร้อมความแปลกใหม่ ด้วยกล้องแบบสไลด์ ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ทำให้พื้นที่ของหน้าจอมีขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบ 100% เลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะมาเป็น OPPO Find X กล้องสไลด์เช่นนี้ การทำงานภายในนั้นเป็นเช่นใด

ได้ทำการงัดแงะภายใน OPPO Find X ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานของส่วนสไลด์ โดยภายในถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนบนตรงส่วนสไลด์จะมีพวก กล้องหน้า, กล้องหลัง, เซนเซอร์ตรวจจับใบหน้า และการใช้งานด้านโทรอยู่ ส่วนการสไลด์ขึ้นลง จะใช้มอเตอร์แบบเกลียวเป็นตัวส่งแรง พร้อมรางสไลด์จะอยู่ทางฝั่งซ้ายและขวา และสิ่งที่ทำให้การสไลด์มีความลื่นจะมีการนำแผ่นรองมาใช้ แทนการใช้สปริงในการรับแรงกระแทก

ทั้งนี้การเชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 2 ส่วน ยังใช้สายไฟในการเชื่อมต่อกัน ซึ่งดูภาพรวมแล้ว OPPO Find X มีการประกอบที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แถมยังมีน็อตรวมเพื่อยึดติดในส่วนต่างๆ ถึง 41 ตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตามใครที่อยากจะเห็น OPPO Find X ตัวเป็นๆ ในประเทศไทย อาจจะต้องรออีกซักระยะ แต่คาดว่าราคาไม่แรงอย่างที่คิด !!

จากการลองใช้งาน ก็มั่นใจได้เลยว่าประสิทธิภาพของ OPPO Find X อยู่ในระดับสูงสุดของระบบแน่นอนครับ ทั้งด้านความแรงและความเข้ากันของระบบเพราะว่าใช้หน่วยประมวลผลสากลที่เป็น Snapdragon ด้วย การเปิดปิดเข้าออกแอพต่างๆ ทำได้ไวและตอบสนองลื่นมาก

มีความสามารถที่น่าสนใจเช่นโหมดสำหรับการใช้งานหน้าจอแบบเต็มพื้นที่ให้คุ้มค่ากว่าเดิม (นี่ขนาดจอใหญ๋มากแล้วนะ ) โดยการเอาปุ่มควบคุมหลักทั้งสามปุ่มด้านล่างออกไปครับ และใช้การสไลด์นิ้วจากขอบจอด้านล่างแทนคำสั่ง ทำให้เราได้พื้นที่ใช้งานกว้างมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก ^^

พางัดแงะส่วนสไลด์ OPPO Find X มีการทำงานเป็นอย่างไร ? ทำไมสไลด์ได้อย่างลื่นๆ คลิ๊กที่นี่ https://www.checkraka.com/mobilephone/review/686/

9
ตอบโจทย์การออม คุ้มครองบุคคลสำคัญ ลดหย่อนภาษี
ซัมซุงสไมล์ไลฟ์ (2)

ให้เงินคืนรวมสูงสุด 220%* และรับความคุ้มครองสูงสุด 200%*
ชีวิตเปี่ยมสุข ยิ้มได้ จากผลตอบแทน และความคุ้มครองตลอด 20 ปี
*ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

การวางแผนในการออม ช่วยให้เรามีชีวิตที่มั่นคง

รับเงินคืน 5% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ทุกๆ 4 ปี ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 4
ครบกำหนดสัญญารับเงินคืน 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูงสุด 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยสามารถนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ ที่กรมสรรพากรกำหนด สูงสุดถึง 100,000 บาท
สามารถเลือกชำระเบี้ยประกันภัยเป็น ราย 1 เดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี

อายุที่รับประกันภัย

ซัมซุงสไมล์ไลฟ์ 20/12 (2) : เพศชาย 1 วัน - 60 ปี / เพศหญิง 1 วัน - 65 ปี
ซัมซุงสไมล์ไลฟ์ 20/16 (2) : เพศชาย 1 วัน - 55 ปี / เพศหญิง 1 วัน - 60 ปี 
 
หมายเหตุ : เอกสารฉบับนี้เป็นเพียงสรุปความคุ้มครองเท่านั้น ผลประโยชน์ ความคุ้มครอง และเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

Samsung Smile Life ประกันชีวิต คลิ๊กที่นี่ https://access.amot.in.th/?affiliate=TkRBeE16ST0

10
ทุกวันนี้การที่จะให้ลูกน้อยมีพัฒนาการในการพูดและการฟังนั้นต้องมีสิ่งกระตุ้นนั้นก็คือ เพลงเด็ก ซึ้งเพลงเด็กนั้นก็ไม่ได้มีความหมายซับซ้อนอะไรแต่เป็นเพลงที่ออกเสียงได้ง่ายทำให้เด็กนั้นมีพัฒนาการการต่อยอดเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

เพลงเด็ก นั้นก็ไม่ทำให้น่าเบื่อและมีการพัฒนาทางความคิดอารมณ์ของเด็กๆทำให้เด็กนั้นอารมณ์ดี พร้องทั้งเพลงเด็กนั้นมีภาษาอังกฤษเพื่อเสริมสร้างภาษาพื้นฐานได้ง่ายๆ ดังนั้น เพลงเด็กจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการเลี้ยงลูกพื้นฐานเพื่อนำพาความรู้สู่อนาคตด้วยปัญญา เด็กจะมีความสดชื่นแจ่มใส่มีหัวใจเริงร่า ต่อคนในครอบครัวและตัวของเด็กเองดังนั้นเราจึงรู้ได้เลยว่า เพลงเด็ก นั้นมีความสำคัญมากๆต่อสมองของลูกน้อยของเรา เพลงเด็กนั้นมีหลากหลายรูปแบบอย่างที่เราได้ทราบกัน เช่น เพลงเด็กที่เร็วมีจังหวะที่ทำให้เด็กมีการพัฒนาด้านกายภาพ เพลงเด็กที่มีความหมาย เพลง ก เอ่ย ก ไก่ เพลงABC จะทำได้เด็กนั้นพัฒนาทางด้านสติปัญญาหรือสมอง ดังนั้นเรามาดูกันว่ามีเพลงเด็กในสมัยนี้ที่เด็กชอบนั้นมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลยจ้า

1.Baby Shark Dance : เด็กฉลามเต้นรำ เป็นฉลามน้อยเวอร์ชั้นเด็กเต้นรำ ที่เต้นในจินตนาการทะเลอันกว้างใหญ่และสวยงามของฉลามน้อยเหล่านั้นทำให้เด็กๆนั้นพัฒนาการทางด้านกายภาพได้เต้นพร้อมเพียงกับฉลามน้อยของเราอย่างแน่นอน

2.Monkey Banana : ลิงกินกล้วย เด็กๆของเรานั้นจะได้พบกับครอบครัวลิงน้อยทั้งหลาย มีทั้งพ่อแม่ลิง ลูกลิงน้อย ปู่ย่าลิง ที่จะออกมาเต้นให้ความสนุกและพาลูกน้อยของเราไปเต้นด้วยจะทำให้ลูกน้องเราได้พัฒนาการอย่างแน่นอน แต่ยังไม่หมดครอบครัวลิงน้อยนั้นจะออกมาเต้นพร้อมกับกินกล้วยด้วย ดังนั้น อาจจะทำให้ลูกน้อยเราชอบที่จะกินกล้วยทำให้เด็กน้อยชอบท่านอาหารที่มีประโยชน์อย่างกล้วยนี้ก็เป็นได้

3.The Penguin Dance : เพนกวินเต้นรำมีเพนกวินสุดน่ารักทำให้เด็กๆมีความชื่นชอบแน่นอนเพราะเพนกวินจะเต้นขยับไปมาบนลานน้ำแข็งที่สวยงามทำให้เด็กๆเกิดจินตนาการเรื่องภาพท้าทางเด็กๆอาจจะเต้นและนึกว่าตัวเองอยู่บนลานน้ำแข็งและเต้นออกท้าทางไปตามเพนกวินน่ารักด้วย

4.Five Little Ducks : เป็ดน้อย5ตัว แม่เป็ดกับก๊าบน้อย5ตัวจะพาลุกน้อยของเราพจญภัยในป่าที่อุดมสมบูรณ์สวยงามช่วยให้เด็กน้อยได้กล้าที่จะไปกับก๊าบน้อยทั้ง5เพื่อพจญภัยสนุกสนาน

5.Twinkle Twinkle Little Star : ดาวน้อยส่องประกายจะพาลูกน้อยของเราขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศบนท้องฟ้าที่มีแสงดาวประกายและชมประกายแสงดาวน้อยใหญ่สว่างไสวในสิ่งที่ลูกน้อยของเราไม่เคยเห็นเพิ่มจิตนาการความรู้ไปพร้อมกับเจ้านกฮูกเพื่อนรัก

เพลงเด็กเพื่อพัฒนาการความรู้จินนาการและกายภาพทางด้านอารมณ์ของเด็ก คลิ๊กที่นี่ http://www.thaikidssong.com/เพลงเด็กอนุบาล/

11
นอกจากจะเลี้ยงปลาเพื่อประดับความสวยงามแล้ว หลายคนยังนิยมเลี้ยงเพื่อเสริมความเป็นสิมงคลให้แก่ชีวิต ธุรกิจการงาน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มนักธุรกิจ และพ่อค้าแม่ค้า แต่ไม่ว่าจะเลี้ยงด้วยเหตุผลประการใด สิ่งสำคัญก็คือการเลี้ยงด้วยความรัก และดูแลเอาใจใส่เขาให้ดีที่สุด

ปลาเป็นสัตว์ที่มีความสวยงาม โดนเด่นด้วยลวดลายอันแปลกตาตามแต่ละสายพันธุ์ และเป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมเลี้ยงไว้ประดับบ้าน หรือสำนักงาน เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่านอกจากเราจะเลี้ยงปลาเพื่อความสวยงามแล้ว เรายังมีความเชื่อด้วยว่าหากเลี้ยงปลาบางสายพันธุ์ก็จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตของเราอีกด้วย วันนี้ Petcitiz มีเรื่องราวสายพันธุ์ปลาที่เชื่อว่าเสริมสิริมงคลในด้านต่างๆ มาฝากทุกคนค่ะ

1. ปลาเงินปลาทอง

ปลาทอง หรือ ปลาเงินปลาทอง เป็นปลาสายพันธุ์สวยงาม ซึ่งความหมายของการเลี้ยงปลาทอง คือ เชื่อกันว่าหากบ้านเรือนใดเลี้ยงปลาทอง จะเปรียบเสมือนมีทองอยู่ในบ้าน ธุรกิจทำมาค้าขึ้น เงินทองจะไหลมาเทมา และจะนำความร่มเย็น โชคลาภ อำนาจ บารมี และความมั่งคั่งมาสู่คนเลี้ยง นอกจากนี้จำนวนของปลาทองที่เลี้ยงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งอันสำคัญเช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงจำนวน 8 หรือ 9 ตัว เปรียบคือเลข 8 เป็นเลขมงคลของจีน ซึ่งหมายถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนเลข 9 ก็ถือว่าเป็นเลขที่มีกำลังมากที่สุด และยังเป็นเลขมงคลของไทยอีกด้วย

2. ปลามังกร

ปลามังกร หรือ ปลาอโรวาน่า นับว่าเป็นสุดยอดปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะปลาชนิดนี้มีรูปลักษณ์สวยงาม เกล็ดใหญ่ และมีหนวดคล้าย “มังกร” ซึ่งความเชื่อหนึ่งที่ทำให้ปลามังกรเป็นที่นิยมเลี้ยงก็คือ จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย นำพาความโชคดี โชคลาภ และความมั่งคั่งมาสู่ผู้เลี้ยงทำให้ชาวจีน ชาวเอเชีย รวมทั้งคนไทยโดยเฉพาะนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า นิยมเลี้ยงปลามังกรไว้ที่บ้าน และที่ทำงานนั่นเอง

3. ปลาคาร์ฟ

ปลาคาร์ฟเป็นปลาที่มีร่างกายอึด ทน แข็งแรง เลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมากเหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ และน้ำที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี เป็นปลาที่มีความสวยงาม นิยมเลี้ยงสีแดงกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นสีแห่งโชคลาภ ไม่นิยมเลี้ยงในตู้กระจก แต่จะเลี้ยงตามบ่อปลา หรืออ่างที่มีพื้นที่ให้ปลาได้แหวกว่าย และไม่แคบจนเกินไป ทำให้ปลาว่ายน้ำด้วยความร่าเริงอย่างมีความสุข ซึ่งปลาชนิดนี้ก็เป็นปลาที่เสริมสิริมงคลด้วยค่ะ เชื่อว่าส่งเสริมให้ผลกำไรงอกเงยจากการทำธุรกิจ และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ด้วยล่ะค่ะ

4. ปลาหมอสี

อีกหนึ่งปลามงคลก็คือ ปลาหมอสี เป็นปลาที่มีความอดทนสูง ลักษณะจะมีหัวโหนก กลมใหญ่ ถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของปลาสายพันธุ์นี้ โดยเฉพาะบริเวณหัว หมายถึง ความสว่างสดใส รุ่งเรือง อายุยืนยาว ทรัพย์สินมากมาย ส่วนสีที่นิยมเลี้ยงคือ สีแดง เพราะมีความเป็นสิริมงคล และหากสังเกตลวดลายบนตัวปลาหมอสีดีๆ จะเหมือนอักษรจีนคำว่า “ฮวด” ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง หลายคนจึงนิยมเลี้ยงเป็นอย่างมาก ที่สำคัญควรเลี้ยงเพียงตู้ละ 1 ตัว เพราะธรรมชาติของปลาจะชอบหวงอาณาเขต และการเลี้ยงตัวเดียวจะทำให้มีความโดดเด่นเป็นมงคลยิ่งขึ้น

มาเลี้ยง ปลาสวยงาม เสริมสิริมงคลกันเถอะ คลิ๊กที่นี่ นอกจากจะเลี้ยงปลาเพื่อประดับความสวยงามแล้ว หลายคนยังนิยมเลี้ยงเพื่อเสริมความเป็นสิมงคลให้แก่ชีวิต ธุรกิจการงาน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มนักธุรกิจ และพ่อค้าแม่ค้า แต่ไม่ว่าจะเลี้ยงด้วยเหตุผลประการใด สิ่งสำคัญก็คือการเลี้ยงด้วยความรัก และดูแลเอาใจใส่เขาให้ดีที่สุด

ปลาเป็นสัตว์ที่มีความสวยงาม โดนเด่นด้วยลวดลายอันแปลกตาตามแต่ละสายพันธุ์ และเป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมเลี้ยงไว้ประดับบ้าน หรือสำนักงาน เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่านอกจากเราจะเลี้ยงปลาเพื่อความสวยงามแล้ว เรายังมีความเชื่อด้วยว่าหากเลี้ยงปลาบางสายพันธุ์ก็จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตของเราอีกด้วย วันนี้ Petcitiz มีเรื่องราวสายพันธุ์ปลาที่เชื่อว่าเสริมสิริมงคลในด้านต่างๆ มาฝากทุกคนค่ะ

1. ปลาเงินปลาทอง

ปลาทอง หรือ ปลาเงินปลาทอง เป็นปลาสายพันธุ์สวยงาม ซึ่งความหมายของการเลี้ยงปลาทอง คือ เชื่อกันว่าหากบ้านเรือนใดเลี้ยงปลาทอง จะเปรียบเสมือนมีทองอยู่ในบ้าน ธุรกิจทำมาค้าขึ้น เงินทองจะไหลมาเทมา และจะนำความร่มเย็น โชคลาภ อำนาจ บารมี และความมั่งคั่งมาสู่คนเลี้ยง นอกจากนี้จำนวนของปลาทองที่เลี้ยงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งอันสำคัญเช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงจำนวน 8 หรือ 9 ตัว เปรียบคือเลข 8 เป็นเลขมงคลของจีน ซึ่งหมายถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนเลข 9 ก็ถือว่าเป็นเลขที่มีกำลังมากที่สุด และยังเป็นเลขมงคลของไทยอีกด้วย

2. ปลามังกร

ปลามังกร หรือ ปลาอโรวาน่า นับว่าเป็นสุดยอดปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะปลาชนิดนี้มีรูปลักษณ์สวยงาม เกล็ดใหญ่ และมีหนวดคล้าย “มังกร” ซึ่งความเชื่อหนึ่งที่ทำให้ปลามังกรเป็นที่นิยมเลี้ยงก็คือ จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย นำพาความโชคดี โชคลาภ และความมั่งคั่งมาสู่ผู้เลี้ยงทำให้ชาวจีน ชาวเอเชีย รวมทั้งคนไทยโดยเฉพาะนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า นิยมเลี้ยงปลามังกรไว้ที่บ้าน และที่ทำงานนั่นเอง

3. ปลาคาร์ฟ

ปลาคาร์ฟเป็นปลาที่มีร่างกายอึด ทน แข็งแรง เลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมากเหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ และน้ำที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี เป็นปลาที่มีความสวยงาม นิยมเลี้ยงสีแดงกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นสีแห่งโชคลาภ ไม่นิยมเลี้ยงในตู้กระจก แต่จะเลี้ยงตามบ่อปลา หรืออ่างที่มีพื้นที่ให้ปลาได้แหวกว่าย และไม่แคบจนเกินไป ทำให้ปลาว่ายน้ำด้วยความร่าเริงอย่างมีความสุข ซึ่งปลาชนิดนี้ก็เป็นปลาที่เสริมสิริมงคลด้วยค่ะ เชื่อว่าส่งเสริมให้ผลกำไรงอกเงยจากการทำธุรกิจ และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ด้วยล่ะค่ะ

4. ปลาหมอสี

อีกหนึ่งปลามงคลก็คือ ปลาหมอสี เป็นปลาที่มีความอดทนสูง ลักษณะจะมีหัวโหนก กลมใหญ่ ถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของปลาสายพันธุ์นี้ โดยเฉพาะบริเวณหัว หมายถึง ความสว่างสดใส รุ่งเรือง อายุยืนยาว ทรัพย์สินมากมาย ส่วนสีที่นิยมเลี้ยงคือ สีแดง เพราะมีความเป็นสิริมงคล และหากสังเกตลวดลายบนตัวปลาหมอสีดีๆ จะเหมือนอักษรจีนคำว่า “ฮวด” ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง หลายคนจึงนิยมเลี้ยงเป็นอย่างมาก ที่สำคัญควรเลี้ยงเพียงตู้ละ 1 ตัว เพราะธรรมชาติของปลาจะชอบหวงอาณาเขต และการเลี้ยงตัวเดียวจะทำให้มีความโดดเด่นเป็นมงคลยิ่งขึ้น

มาเลี้ยง ปลาสวยงาม เสริมสิริมงคลกันเถอะ คลิ๊กที่นี่ https://www.petcitiz.info/ปลาสวยงาม/

12
ไม่มีผู้ใช้ iPhone คนไหนชอบหรอก เมื่อเห็นข้อความเด่งขึ้นมาแจ้งให้ทราบว่าหน่วยความจำเต็ม ซึ่งสำหรับ iPhone แล้วจะแตกต่างกับ Android ตรงที่ไม่มี microSD Card ในการเพิ่มหน่วยความจำนั่นเอง แต่นั่นคงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะเรามีเทคนิคเพิ่มพื้นที่ให้กับ iPhone ถ้าพร้อมแล้วเราลองไปสำรวจข้อมูลในเครื่องกันเลยค่ะ

1.ตรวจสอบพื้นที่ที่สามารถใช้งานได้

หากต้องการดูว่ามีสิ่งที่อยู่บนพื้นที่จัดเก็บที่คุณใช้มีจำนวนเท่าไหร่ สามารถตรวจสอบโดยไปที่ตั้งค่า Settings >General > Storage & iCloud Usage ซึ่งจะระบุพื้นที่การจัดเก็บและการใช้งาน iCloud ทั้งหมด และเมื่อคุณเลือก Manage Storage ก็จะทราบทันทีเลยว่ามีพื้นเหลือที่สามารถใช้งานได้พร้อมกับระบุด้วยว่า แอปพลิเคชันใดใช้พื้นที่มากที่สุดเรียงลำดับลงไป เพียงเท่านี้คุณก็สามารถจัดการกับพื้นที่ในตัวเครื่องได้แล้วว่า ควรจะเริ่มจากแอปพลิเคชันใดก่อน

2.จำกัดจำนวนข้อความที่เก็บไว้

SMS แม้จะเป็นเพียงแค่ข้อความที่ไม่น่าจะกินพื้นที่ในตัวเครื่อง แต่ถ้าหากเก็บสะสมไว้มาก ๆ ก็เป็นส่วนทำให้ตัวเครื่องเต็มเร็วเช่นกัน ซึ่งการตั้งค่าพื้นที่จัดเก็บข้อความของคุณจะช่วยเพิ่มพื้นที่ว่าง แต่คุณสามารถตั้งค่าการลบข้อความ SMS แบบอัตโนมัติได้ ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Messages > Message History and Keep Messages แล้วเลือกว่าจะเก็บข้อความเหล่านี้ไว้นานแค่ไหน 30 วัน, 1 ปี หรือเก็บไว้ตลอดไปก็ได้ ซึ่งถ้าหากเลือกที่ 30 วัน หรือ 1 ปี จะมีป็อปอัปแจ้งว่า จะให้ลบข้อความเก่าหรือไม่นั่นเอง

3.ทำความสะอาด cache บน Safari ของคุณ

หาก Safari เป็นเบราว์เซอร์ Go-to ของคุณให้รู้ว่าอุปกรณ์ของคุณอาจใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลและข้อมูลประวัติเว็บ ซึ่งการล้างแคชของเบราเซอร์ให้เข้าไปที่ Settings > Safari> Clear History and Website Data เพียงเท่านี้ก็ได้พื้นที่เพิ่มมาอีกเพียบแล้วล่ะค่ะ

4.จัดการรูปภาพของคุณ

ภาพถ่าย เป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเครื่องเต็มเร็วมากที่สุด แต่ถ้าไม่อยากให้เครื่องเต็มเร็ว ก็ให้ลบภาพที่ไม่จำเป็นออกไปซะ หรือการปิด PhotoStream และสุดท้ายนี้ ถ้าเปิดโหมด HDR ก็ควรเก็บเพียงแค่ภาพเดียว (ปกติระบบจะตั้งค่าให้กับภาพต้นฉบับ กับภาพแบบ HDR ไว้) แค่นี้เองคุณก็จะได้พื้นที่เพิ่มมาอีก แต่อย่าลืมว่าถ้าปิดใช้งานในส่วนนี้ไป ก็จะไม่สามารถดูภาพที่ถ่ายบนอุปกรณ์ iOS อื่นได้

สมาร์ทโฟน ทริคง่ายๆ เพิ่มพื้นที่ให้ IPHONE ! คลิ๊กที่นี่ https://www.potatotechs.com/สมาร์ทโฟน/

13
สิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในบ้าน มักเกิดจากการวางสิ่งของไม่เป็นที่ จึงทำให้เดินสะดุด หรือทำให้สิ่งของหล่นใส่จนได้รับบาดเจ็บ เราจึงควรหมั่นตรวจสอบสิ่งของ จัดวางให้เป็นระเบียบ เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายดังกล่าว

อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา มันไม่เคยเลือกเลยว่าจะเป็นเพศหรือวัยไหน ส่วนมากมักเกิดจากความประมาท ขาดความระมัดระวัง (แม้จะระวังแล้วก็ตามที (-,-“)) และอุบัติเหตุที่จะพูดถึงในวันนี้ ล้วนเป็นจุดที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว แต่อาจละเลยมันไปบ้าง เรามาดูกันดีกว่าว่าจุดไหนภายในบ้านบ้างที่เรามักเสียท่าอยู่เป็นประจำ

1. บันได

หลายๆ บ้านมักจะชอบวางสิ่งของไว้ตรงริมบันได วางไว้ชั่วคราวบ้าง ถาวรบ้าง ทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางวัน หรือกลางคืน เพราะเมื่อเผลอเดินไปเตะ ชน หรือไปเหยียบสิ่งของที่วางอยู่แล้วสิ่งของเกิดการพลัดตกลงมาใส่ ก็จะทำให้ได้รับบาดเจ็บได้

2. ของมีคม

ไม่ว่าจะเป็นมีดทำครัว หรือเครื่องมือทำสวน ไม่ควรวางรวมกันกับอย่างอื่น เพราะเมื่อเรารื้อของ ค้นหาอุปกรณ์ จะทำให้มือของเราถูกบาดได้ อีกทั้งหากวางของมีคมไว้ไม่ดี เช่น วางไว้บนโต๊ะแล้วพลาดทำหล่นลงใส่เท้าตัวเอง งานนี้คุณต้องเสียเลือดให้กับมันอย่างแน่นอน ทางที่ดีควรเก็บของมีคมให้เป็นสัดส่วน และเป็นระเบียบมากที่สุดจะดีกว่าค่ะ

3. พื้นลื่น

รู้ไหมคะว่าผลิตภัณฑ์น้ำยาที่ช่วยเพิ่มความเงางาม และมันวาวให้กับพื้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นกระเบื้อง ไม้ปาร์เก้ หรือหินขัด ก็เสี่ยงลื่นหัวทิ่มหัวตำได้ทั้งนั้น ดังนั้น ก่อนจะใช้น้ำยาเหล่านี้ควรทดสอบในพื้นที่เล็กๆ โดยการเดินเร็ว เดินขณะเท้าเปียก หรือเดินใส่รองเท้าภายในบ้าน เพราะหากคุณไม่ทำการทดสอบก่อน คุณจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพื้นเหล่านั้นอันตรายมากแค่ไหน อีกทั้งบ้านไหนมีผู้สูงอายุยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนะคะ

4. วางของเกะกะ

การวางสิ่งของไม่เป็นระเบียบ เกะกะบริเวณทางเดิน ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร แต่มันสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วไฟดับ หรือเกิดเพลิงไหม้ในละแวกบ้านจนทำให้ไฟดับ แน่นอนว่าบ้านคุณต้องมืดมากๆ ทำให้มองไม่เห็นสิ่งของที่วางอยู่บริเวณโดยรอบ ดังนั้น ควรเก็บของให้เป็นระเบียบ เข้าที่เข้าทาง ไม่เช่นนั้นคุณอาจได้รับบาดเจ็บจากการเดินชนกองข้าวของที่วางไม่เรียบร้อยก็เป็นได้

ระวัง! อุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นภายในบ้าน คลิ๊กที่นี่ https://www.gurubaan.com/บ้าน/

14
น้ำหมักชีวภาพ คือ น้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการหมักเศษซากพืช ซากสัตว์ หรือสารอินทรีย์ชนิดต่างๆ ที่หาได้ในท้องถิ่นด้วยจุลินทรีย์จำเพาะ ซึ่งอาจหมักร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง

กระบวนการหมักของน้ำหมักชีวภาพจะเกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ด้วยจุลินทรีย์ โดยใช้กากน้ำตาล และน้ำตาลจากสารอินทรีย์เป็นแหล่งพลังงาน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1. การหมักแบบต้องการออกซิเจน เป็นการหมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดที่ต้องการออกซิเจนสำหรับกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ เพื่อสร้างเป็นพลังงาน และอาหารให้แก่เซลล์ การหมักชนิดนี้จะเกิดน้อยในกระบวนการหมักน้ำหมักชีวภาพ และมักเกิดในช่วงแรกของการหมัก แต่เมื่อออกซิเจนในน้ำ และอากาศหมด จุลินทรีย์แบบใช้ออกซิเจนจะลดน้อยลง และหมดไปจนเหลือเฉพาะการหมักจากจุลินทรีย์แบบไม่ใช้ออกซิเจน

2. การหมักแบบไม่ต้องการออกซิเจน เป็นการหมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนสำหรับกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ เพื่อสร้างเป็นพลังงาน และอาหารให้แก่เซลล์ การหมักชนิดนี้จะเกิดเป็นส่วนใหญ่ในกระบวนการหมักน้ำหมักชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ได้คือ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ส่วนพวกเมอเคปเทนและก๊าซซัลไฟด์ปล่อยออกมาเล็กน้อย

น้ำหมักชีวภาพ

ชนิดของน้ำหมักชีวภาพ
น้ำหมักชีวภาพแบ่งตามประเภทวัตถุดิบที่ใช้หมัก 3 ชนิด คือ
1. น้ำหมักชีวภาพจากพืช แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
– ชนิดที่ใช้ผัก และเศษพืช เป็นน้ำหมักที่ได้จากเศษพืช เศษผักจากแปลงเกษตรหลังการเก็บ และคัดแยกผลผลิต น้ำหมักที่ได้มีลักษณะเป็นน้ำข้นสีน้ำตาล มีกลิ่นหอม ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดอะมิโน กรดแลคติค และฮอร์โมนเอนไซม์
– ชนิดที่ใช้ขยะเปียก เป็นน้ำหมักที่ได้จากขยะในครัวเรือน เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ น้ำหมักที่ได้มีลักษณะข้นสีน้ำตาลจางกว่าชนิดแรก และมีกลิ่นหอมน้อยกว่า บางครั้งอาจมีกลิ่นเหม็นบ้างเล็กน้อย ต้องใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสม

2. น้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ เป็นน้ำหมักที่ได้จากเศษเนื้อต่างๆ เช่น เนื้อปลา เนื้อหอย เป็นต้น น้ำหมักที่ได้จะมีสีน้ำตาลเข้ม มักมีกลิ่นเหม็นมากกว่าน้ำหมักที่ได้จากวัตถุหมักอื่น ต้องใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสม

3. น้ำหมักชีวภาพผสม เป็นน้ำหมักที่ได้จาการหมักพืช และเนื้อสัตว์รวมกัน ส่วนมากมักเป็นแหล่งที่ได้จากเศษอาหารในครัวเรือนเป็นหลัก

จุลินทรีย์ชีวภาพ และวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ จากการหมักเศษซากพืช คลิ๊กที่นี่ https://www.bcithailand.net/จุลินทรีย์ชีวภาพ/

15
อาหาร / บริการทำความสะอาด
« เมื่อ: 06-09-2018 , 19:39:43 »
การรักษาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้สะอาด สะดวก และถูกสุขลักษณะ เอสเอ็น มีการพัฒนารูปแบบการทำความสะอาดให้เหมาะสมกับธุรกิจที่หลาก หลายของลูกค้า เราได้มีการนำเทคโนโลยี / นวัตกรรมใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพ ที่ทันสมัย และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม เข้ามาช่วยในการ ทำงานด้วย เราให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ ความ สามารถ และมีทัศนคติที่ดีในการทำงานเพื่อที่จะส่งมอบบริการต่าง ๆให้กับ ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ
การทำความสะอาดในเขตควบคุมเชื้อ – เพราะการทำความสะอาดทั่วไปนั้น ไม่เพียงพอ จึงต้องมีการทำความสะอาดแบบควบคุมการติดเชื้อเพื่อสุข อนามัยขั้นสูงที่ได้รับมาตราฐานและสามารถป้องกันการแพร่เชื้อได้

การทำความสะอาดห้องต่างๆ – เป็นการดูแลสุขภาพและความปลอดภัย ของร่างกายอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมี ประสิทธิภาพในทุกสภาพแวดล้อม )

การทำความสะอาดห้องน้ำ – เราคัดสรรตั้งแต่การเลือกน้ำยาล้างห้องน้ำ ให้เหมาะกับพื้นผิวเหล่านั้น ขัดล้างและตรวจเช็คอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ

การบริการซัก อบ รีด
เพราะทุกวันนี้อากาศร้อนทำให้เสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่นั้นมีเหงื่อไคล (และฝุ่นละอองจากผ้า)เพิ่มมากยิ่งขึ้น เอสเอ็นจึงมีบริการนี้เพื่อช่วยดูแลเสื้อผ้าของ ลูกค้าอีกทางหนึ่ง ซึ่งเรามีพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีในการซัก อบ รีด แบบเน้นการถนอม ใส่ใจในทุกเนื้อผ้า ให้มีสีสัน รูปทรงที่สวยงาม กลิ่นหอมและสามารถใช้ได้นานยิ่งขึ้น

บริการทำความสะอาด คลิ๊กที่นี่ http://snss.co.th/dt_post/soft-services/

หน้า: [1] 2 3 ... 26