แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - kdidd

หน้า: [1] 2 3 4
1
อื่นๆ / สุดยอดสรรพคุณถั่งเช่า
« เมื่อ: 02-09-2017 , 18:02:16 »

ขายถั่งเช่า ถั่งเช่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพ จริงหรือ?
สั่งซื้อคลิ๊กลิงค์:ได้เลยครับ
ณ วันนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยรู้ คำว่า “ถั่งเช่า” หรือ “ถั่งเฉ้า” สมุนไพรขายถั่งเช่าที่อ้างกันว่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ จริงๆแล้ว “ถั่งเช่า” เป็นยังไง มีสรรพคุณตามคำกล่าวอ้างเหล่านั้นหรือเปล่า? บทความนี้มีคำตอบ
ขายถั่งเช่า” หรือที่รู้จักกันว่า “ไวอากร้าที่แนวเขาหิมาลัย” หรือ ตังถั่งเช่า หรือ ตังถั่งแห่เช่า แปลมีอิสรภาพว่า “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นต้นหญ้า” หรือที่เรียกกันว่า “หญ้าหนอน” ทั้งนี้ก็เพราะว่า ขายถั่งเช่ายาสมุนไพรจำพวกนี้มี 2 ส่วนเป็น ส่วนที่เป็นตัวหนอน คือ ตัวหนอนของผีเสื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hepialus armoricanus Oberthiir และก็บนตัวหนอนมีเห็ดประเภทหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Saec. หนอนชนิดประเภทนี้ในช่วงฤดูหนาวจะฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินเทือกเขาหิมะ เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลาย สปอร์เห็ดจะพัดไปกับน้ำแข็งที่ละลาย แล้วไปตกที่พื้นดิน แล้วต่อจากนั้นตัวหนอนพวกนี้ก็จะกินสปอร์ และเมื่อฤดูร้อนสปอร์ก็เริ่มเจริญวัยเป็นเส้นใยโดยอาศัยการดูดสารอาหารและก็แร่จากตัวหนอนนั้น เส้นใยงอกขายส่งถั่งเช่าออกมาจากท้องของตัวหนอน และก็แตกหน่อออกจากปากของมัน เห็ดพวกนี้อยากแสงตะวันมันจึงผลิออกขึ้นสู่พื้นดิน รูปลักษณะข้างนอกคล้ายไม้กระบอก ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อยๆตายไป อยู่ในรูปแบบของหนอนตายซาก โดยเหตุนี้ “ถั่งเช่า” ที่ใช้ทำเป็นยาก็คือ ตัวหนอนรวมทั้งเห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง
ขายถั่งเช่าพบได้ในแถบทุ่งหญ้าบนภูเขาเมืองจีน (ประเทศธิเบต) เนปาล และก็ภูฏาน ระดับความสูง 10,000-12,000ฟุต จากระดับน้ำทะเล ตอนนี้มีการเพาะเลี้ยงขายเห็ดหลินจือ ซึ่งส่วนใหญ่เพาะในรอบๆภาคใต้ในเขตชิงไห่ เขตซางโตวในธิเบต เขตเสฉวน ยูนนาน รวมทั้งกุ้ยโจว การเก็บถั่งเช่าจะเก็บในตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อขุดตัวหนอนขึ้นจากดินแล้ว ล้างน้ำให้สะอาด แล้วตากแห้ง การเก็บรักษา ควรจะเก็บไว้ในที่แห้ง
ขายถั่งเช่า” นับได้ว่าเป็นยาสมุนไพรที่มีการใช้อย่างมากมายสำหรับการขายถั่งเช่าในประเทศจีนนานนับศตวรรษ มีคุณประโยชน์ทางยาแผนโบราณที่ใช้กันแพร่หลายในประเทศจีนขายถั่งเช่าในเรื่องของกระตุ้นความสามารถทางเพศ และใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน ยกตัวอย่างเช่น ปอด ตับ และไต เป็นต้น
ส่วนประกอบ
ถั่งเช่า
ขายถั่งเช่า ขายส่งถั่งเช่า จำหน่ายถั่งเช่า
แคปซูลถั่งเช่า
รับผลิตถั่งเช่า

ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ต่างๆมากมายก่ายกอง อาทิเช่น สร้างเสริมและก็ปรับแก้ลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน เสริมสร้างขายส่งถั่งเช่าแนวทางการทำงานของตับ บำรุงโลหิต โดยช่วยทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตอย่างพอเพียงและก็ช่วยลดระดับน้ำตาลและลดไขมันในเลือดแคปซูลถั่งเช่าทั้งยังในถั่งเช่ายังเจอสาร คอไดเซปิน (cordycepin) ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต บำรุงไต และยังมีกรดคอไดเซปิค (codycepic acid) ที่มีสรรพคุณเพิ่มการเผาผลาญอาหารรวมถึงช่วยสลายลิ่มเลือดป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดแล้วก็ปกป้องเลือดออกในสมองรวมทั้งสารโพลีแซคค้างไรด์ในถั่งเช่ายังช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้วก็ต่อต้านเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย นอกจากนี้ถั่งเช่ายังเสริมความสามารถทางเพศและช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรงอีกทั้งทำให้เสปิร์มในน้ำเชื้อแข็งแรงได้อีกด้วยรับผลิตถั่งเช่า
สรรพคุณเห็ดหลินจือเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายอย่างขายถั่งเช่าแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆคือสารชนิดที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% แล้วก็สาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญยกตัวอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินแล้วก็แร่ ซึ่งช่วยสร้างภูเขาไม่ต้านทางโรคต่อต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและก็ระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายด้วยเหตุว่ามีความปลอดภัยสูงรับผลิตถั่งเช่า
โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างแนวทางการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านทานโรคมะเร็งขายถั่งเช่าปกป้องการลุกลุกลามของเซลล์ของโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ปรุงแนวทางการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกำจัดสารพิษขายถั่งเช่าแม้กระนั้นเนื่องด้วย polysaccharide มีส่วนประกอบที่ซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจะต้องขายส่งถั่งเช่ารับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับในการดูดซึมสาร polysaccharide ไปสู่ร่างกาย
เยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีสาระต่อสุขภาพดังนี้แคปซูลถั่งเช่า

  • ออกสิเจนในเลือด
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย ยิ่งขึ้น}
  • สมอง บำรุงประสาท
  • รักษาโรคมะเร็ง
  • ทำให้การไหลเวียนของเลือด{ดีขึ้น||ดี


สามเทอร์ตะกายอยด์ (Tritepenoids) มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้รับผลิตถั่งเช่า

  • ต้านทานมะเร็ง
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ธรรมดา
  • ควบคุมภูมิแพ้
  • ลดโคเลสเตอรอคอยล ปรับไขมันภายในร่างกายให้ธรรมดาสรรพคุณ มีรสหวาน ฤทธิ์ไม่ร้อน เข้าเส้นลมหายใจไต บำรุงไต เสริมภูมิคุ้มกัน รวมทั้งพลังชีวิต แก้อาการเมื่อยล้า ภูมิแพ้ แก้ไอ ละลายเสลด หอบหือไอเรื้อรัง อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เข่าอ่อนเอวอ่อน ทำให้แก่ช้า รวมทั้งเป็นยาบำรุงสำรับคนป่วยฟื้นไข้iy[z]รับผลิตถั่งเช่า
  • เสริมสร้างระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารให้ดีขึ้นขายส่งถั่งเช่า
  • กระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันเลือด ลดไขมันในเส้นโลหิตรวมทั้งคุ้มครองการตันของไขมันข้างในเส้นเลือดขายส่งถั่งเช่า[/url]

Tags : รับผลิตถั่งเช่า

2

สมอพิเภก ประโยชน์สรรพคุณและงานวิจัยข้อดีข้อเสีย
ชื่อสมุนไพร สมอภิเภก
 ชื่ออื่นๆ/ชื่อประจำถิ่น[/b] ลัน (เชียงราย) ,แหน แหนต้น แหนขาว (ภาคเหนือ) ,ซิปะคู่ (กะเหรียง เชียงใหม่ ) ,สะคู้ (กะเหรียง แม่ฮ่องสอน) , สมอแหน (ภาคกลาง)
 ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia bellirica (Gaeryn) Roxb
 ชื่อสามัญ Beleric Myrobalan , lnkNot , Bahera และ Beleric
 ชื่อวงค์ Combertaceae
ถิ่นกำเนิดสมอภิเภก
สมอพิเภกมีบ้านเกิดในเอเซียอาคเนย์ สามารถได้โดยธรรมดาในประเทศแถบนี้ ในประเทศไทย สามารถพบมากตามป่าเต็งรังแล้วก็ป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก รวมทั้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 100 – 400 เมตร ส่วนทางภาคใต้มักจะพบขึ้นตามป่าดงดิบ
ลักษณะทั่วไปสมอพิเภก
ไม้ใหญ่ขนาดกึ่งกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 15 – 35 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทาอมน้ำตาลหรือเป็นสีดำๆด่างๆเป็นที่ๆค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆไปตามยาวลำต้น เปลือกในสีเหลือง เรือนยอดกลมแผ่กว้างและก็ค่อนข้างทึบ ก่อนอ่อนแล้วก็ยอดอ่อนมีขนกระจาย ใบ เป็นชนิดลำพัง ติดเวียนกันเป็นกรุ๊ปตามปลายๆกิ่ง ทรงใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง 9 – 15 ยาว 13 – 19 เซนติเมตร โคนใบสอบมาสู่ก้านใบ ส่วนที่ค่อนไปทางปลายใบผายกว้าง ปลายสุดจะยืดคอดเป็นติ่งแหลมสั้นๆเส้นแขนงใบโค้งอ่อน มี 6 -10 คู่ เส้นใบแบบเส้นร่างแหเห็นชัดทางด้านท้องใบ เนื้อใบออกจะหนา หลังใบเขียวเข้มและมีขนสี
น้ำตาลกระจัดกระจายทั่วไป ท้องใบสีจางหรือสีเทามีขนนุ่มๆปกคลุม แต่ว่าทั้งสองด้านขนจะหลุดตกไปเมื่อใบแก่จัด ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 4 – 6 ซม. รอบๆกลางก้านจะมีต่อมหรือตุ่มหูด หนึ่งคู่ ดอก เล็ก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อเดี่ยวๆแบบหางกระรอก ที่ง่ามใบหรือรอยแผลใบตามกิ่ง ปลายช่อจะห้อยห้อยลง ช่อยาว 10 – 15 ซม. ดอกเพศผู้ส่วนมากจะอยู่ตามปลายๆช่อ ส่วนดอกสมบูรณ์เพศจะอยู่ตามโคนช่อ กลีบฐานดอก มี 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยเล็กๆทั้งสิ้นมีขนทั่วไป เกศารเพศผู้มี 10 อัน เรียงซ้อนกันอยู่สองแถว รังไข ค่อนข้างแป้น ข้างในมีช่องเดียวและมีไข่อ่อน 2 หน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว ผลกลมหรือกลมรีๆแข็ง เปลือกนอกปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลหนาแน่น ออกรวมกันเป็นพวงโตๆ

การขยายพันธุ์สมอพิเภก
การขยายพันธุ์สมอพิเภกสามารถทำได้ 2 วิธีหมายถึงการขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ โดยการเพาะเม็ด และก็การขยายพันธุ์โดยแนวทางไม่อาศัยเพศ โดยการปักชำตอนกิ่ง สำหรับเพื่อการแพร่พันธุ์โดยการเพาะเม็ดนั้น ขณะที่สมควรสำหรับเพื่อการเก็บเมล็ดควรที่จะเก็บประมาณช่วงเดือนมากราคมจนถึงเดือนพฤษภาคม วิธีการเก็บเม็ด เมล็ดที่เก็บใหม่ๆจะมีอัตราการงอก 85% เมล็ดที่เก็บไว้นานจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกต่ำลง
ไม้สมอพิเภกซึ่งเป็นไม้ประจำถิ่นของประเทศไทย การกระจายประเภทตามธรรมชาติพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย สามารถขึ้นได้ในดินแถบทุกประเภท โดยเหตุนี้ในเรื่องพื้นที่ปลูกก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหาสำหรับไม้ประเภทนี้ การปลูกสมอพิเภกด้วนต้นกล้านั้น สามารถย้ายต้นกล้ามาปลูกได้โดยแนวทางไม่มีดินหุ้มราก ขนาดของต้นกล้าที่เหมะสมสำหรับเพื่อการย้ายปลูกควรจะมีอายุ 6 – 7 เดือน มีความสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ก่อนย้ายปลูกควรลิดใบรวมทั้งราก การย้ายต้นไม้จากแปลงเพาะไปปลูกควรย้ายในขณะอากาศชุ่มชื้น แม้กระนั้นไม่สมควรย้ายขณะฝนตกหนัก เพาะดินอาจแฉะเกินความจำเป็น ดินบางทีอาจแน่นอากาศระบายไม่ได้ สำหรบอัตราการเจริญเติบโตรวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขพืชพันธุ์ไม้สมอพิเภกนั้น ยังไม่การเล่าเรียนแล้วก็บันทึกข้อมูลไว้ โดยมากแล้วจะปลูกไว้เพื่อเป็นไม่ใช้สอยโดยเฉพาะการใช้คุณประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
องค์ประกอบทางเคมีของสมอพิเภก
Chebulagic acid , ellegic acid , galli acid
สรรคุณสมอพิเภก
ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อไวรัส ต้านเชื้อรา ต่อต้านยีสต์ ฆ่าไส้เดือน ต้านทานไข้มาลาเรีย เป็นพิษต่อปลา แก้หืดแก้ไอ แก้หวัด เร่งการผลิตน้ำดี รักษาโรคตับเหลือง ลดความดันโลหิตยับยั้งระดับวัวเลสโตรอลในเลือดสูง ยับยั้งเส้นโลหิตอุดตัน ยั้งโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งฟันผุ ลดการอักเสบ แก้สิว คลายกล้ามเนื้อมดลูก ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก ยับยั้งการกลายพันธุ์ ยั้งเอนไซม์ HIV-1 revese transcriptase , HIV-1 Protease
ตำรายาไทยสมอพิเภก
ผลอ่อนสมอพิเภก แก้ไข้เพื่อเสลด แล้วก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าน ผลแก่ แก้เสมหะ จุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องเสีย รักษาโรคท้องมาน เม็ดใน แก้บิด แก้บิดมูกเลือด สมอพิเภกจัดอยู่ใน “พิกัดตรีผลา” เป็นการจำกับปริมาณผลไม้ 3 อย่าง มี ลูกสมอพิเภก ลูกสมอไทย ลูกมะขามป้อม คุณประโยชน์แก้ปิตตะ วาตะ เสลด ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และก็กองสมุฏฐาน “พิกัดตรีสมอ” คือการจำกัดปริมาณสมอ 3 อย่างมี ลูกสมอพิเภก ลูกสมอไทย ลูกสมอเทศ คุณประโยชน์แก้เสลด บำรุงธาตุ แก้ไข้ ผายธาตุ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง
รูปแบบ / ขนาดวิธีการใช้สมอพิเภก

  • ขับปัสสาวะ ใช้เปลือก ต้น ต้มกิน ขับปัสสาวะ
  • เป็นยาระบาย ยาถ่าย ใช้ผลโตสมอพิเภกแม้กระนั้นยังไม่แก่ 2 – 3 ผล ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใส่เกลือนิดหน่อย กินครั้งเดียว
  • เป็นยาแก้ท้องเสีย ท้องเดิน (ไม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค) ใช้ผลแก่ 2 – 3 ผล ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ใส่เกลือน้อย เคี้ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทาน
  • รักษารอยแผล นำใบสดมาตำให้ถี่ถ้วน แล้วพอกที่บาดแผล
  • แก้มะเร็ง สารสกัดจากสมุนไพรสมอพิเภกรวมกับสมอไทยและก็มะขามป้อมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตแล้วก็ช่วยฆ่าโรคมะเร็งได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของสมอพิเภก
สารสกัดด้วยเอธานอลของสมอพิเภกช่วยเพิ่มการขับน้ำดีในหมา และก็ทำให้ความดันเลือดต่ำลงจนถึงตายได้ รวมทั้งขนาดที่ทำให้หนูถีบจักรตามกึ่งหนึ่ง (LD 50) เท่ากับ 4.25 กรัม / กิโล เมื่อให้ทางปากแม้กระนั้นสารสกัดด้วยน้ำของสมอพิเภกส่งผลน้อยต่อการขับน้ำดี แล้วก็ทำให้ความดันโลหิตน้อยลงเล็กน้อย รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดสมอพิเภกในหนูถีบจักรขนาด 5 กรัม / กิโลกรัม ไม่ส่งผลให้เกิดอาการพิษ
 

การศึกษาทางพิษวิทยาของสมอพิเภก
สารสกัดด้วยเอธานอลของสมอพิเภกช่วยเพิ่มการขับน้ำดีในหมา และทำให้ความดันโลหิตต่ำลงจนถึงตายได้ และก็ขนาดที่ทำให้หนูถีบจักรตามครึ่งหนึ่ง (LD 50) พอๆกับ 4.25 กรัม / โล เมื่อให้ทางปากแม้กระนั้นสารสกัดด้วยน้ำของสมอพิเภกส่งผลน้อยต่อการขับน้ำดี แล้วก็ทำให้ความดันเลือดต่ำลงน้อย และก็เมื่อป้อนสารสกัดสมอพิเภกในหนูถีบจักรขนาด 5 กรัม / กิโล ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการพิษ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์สมอภิเภก

Tags : ประโยชน์สมอภิเภก

3

กวาวเครือแดง ประโยชน์สรรพคุณและงานวิจัยข้อดีข้อเสีย
ชื่อสมุนไพร  กวาวเครือแดง
 ชื่อประจำถิ่น  กวาวเครือ (เหนือ)   จานเครือ  (อีสาน)   ตานจอมทอง  (ชุมพร)  โพตะกุ , โพมือ  (กะเหรี่ยง)
 ชื่อวิทยาศาสตร์  Butea superba  Roxb
 ชื่อวงศ์  Leguminosae  วงค์ย่อย   Papilonaceae
ถิ่นกำเนิดกวาวเครือเเดง
พบอยู่มากมายในรอบๆที่ราบตีนเขา และ ตีนเขาป่าเต็งรัง  ภูเขาหินปูน  ในรอบๆที่มีต้นไม้ต้นไม่หนาแน่นนัก  พบมากอยู่เป็นกลุ่มๆด้านในป่า  อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมูลเหตุ หมายถึง ติดฝักได้น้อย  ฝักมีขนาดใหญ่ ทำให้แพร่ระบาดตำแหน่งเดิมได้ยาก  ต้นกวาวเครือแดง ที่สร้างพุ่มเอง จะมีลักษณะเตี้ย  ส่วนต้นที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ใหญ่จะแตกกิ่งไปถึงยอดไม้
ลักษณะทั่วไปของกวาวเครือแดง
กวาวเครือแดงอยู่ในจำพวกไม้เลื้อย เป็นเถาวัลย์ เนื้อแข็ง มักชอบพาดขึ้นกับต้นไม้ใหญ่

  • ใบกวาวเครือแดง ใบใหญ่เหมือนใบต้นทองกวาว  แต่ใบใหญ่มากยิ่งกว่า
  • ดอกกวาวเครือแดง ดอกใหญ่คล้ายดอกแคแสด  แต่ว่าเป็นพวงระย้าเหมือนดอกทองกวาว
  • หัวกวาวเครือแดง มีหลายขนาดลักษณะทรงกระบอก เมื่อสะกิดที่เปลือก จะมียางสีแดง คล้ายเลือดไหลออกมา
  • รากกวาวเครือแดง มีรากกิ้งก้านขนาดใหญ่  แยกจากเหง้าเลื้อยไปรอบๆหลายเมตร
การขยายพันธุ์กวาวเครือแดง ทำได้ 3วิธีดังนี้|ดังต่อไปนี้

  • การเพาะเมล็ด โดยการเพาะเม็ดในกระบะขี้เถ้าแกลบราวๆ 45 วัน นำต้นกล้าที่ได้ ปลูกลงถุงเพาะชำโดยใช้ดิน 2 ส่วน เถ้าถ่านแกลบ 1 ส่วน เปลือกมะพร้าว 1 ส่วน ค่า pH โดยประมาณ 5.5 เมื่อต้นกล้าเติบโตได้ 60 วัน ก็เลยนำลงแปลงปลูกกลางแจ้ง  โดยทำด้วยไผ่  หรือปลูกร่วมกับไม้ยืนต้นในกรรมวิธีการเกษตร เป็นต้นว่า ไผ่  สัก  ปอสา  หรือไม้ผลอื่นๆ พื้นที่ปลูกควรอยู่สูงขึ้นมากยิ่งกว่าระดับน้ำทะเล  300-900 เมตร
  • การปักชำ นำเถาที่มีข้อมาปักชำในกระบะ หรือถุงที่ใส่เถ้าถ่านแกลบ  เมื่อเถาแตกรากแล้วก็ยอดแข็งแรงก็ดี จึงนำลงแปลงปลูกต่อไป
  • การแบ่งหัวต่อต้น หัวของกวาวเครือ ไม่มีตาที่จะแตกเป็นต้นใหม่  จะต้องใช้ส่วนของลำต้นมาต่อเชื่อตามแนวทางการแพร่พันธุ์แบบต่อราก  เลี้ยงกิ่ง (nursed root grafting)  สามารถนำหัวกวาวเครือขนาดเล็ก อายุราว 6 ข้างขึ้นไป  แล้วก็ต้นหรือเถาที่เคยทิ้งไปหลังการเก็บเกี่ยวมาขยายพันธุ์ได้ หลังการต่อต้นประมาณ 45-60 วัน ก็สามารถนำลงปลูกได้ และมีลักษณะเด่นก็คือสามารถต่อต้นกับหัวข้ามสายพันธุ์ได้
องค์ประกอบทางเคมีของกวาวเครือแดง
            ท่อนหัวของกวาวเครือแดงประกอบด้วยสารไฟโตแอนโดรเจน รวมทั้งไอโซฟลาโอ้อวดลิกแนน 2 จำพวก ยกตัวอย่างเช่น Mebicarpin (carpin 3-hydroxy-9methoxypterocarpan); สารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ เป็นต้นว่า butenin; formononetin (7-hydroxy_-methoxy-isoflavone); (7,4_-dimethoxyisoflayone); 5,4_-dihydroxy-7-methoxy-isoflavone, 7-hydroxy-6,4_-dimethoxyisoflavone
แอนโทไซยานินมีค่าการดูดกลืนแสงสว่างในช่วงคลื่น  510-540นาโนเมตร  สารละลายแอนโทไซยานินมีความเคลื่อนไหวสีตามค่าความเป็นด่าง (pH) ต่ำจะมีสีแดง pH ปานกลางจะมีสีน้ำเงินม่วงและเมื่อ pH สูงจะมีสีเหลืองซีด

สรรพคุณกวาวเครือแดง

  • หัวกวาวเครือแดง รสเย็นเบื่อเมา  บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง  บำรุงสุขภาพ  เพิ่มจำนวนอสุจิ เป็นยาอายุวัฒนะ


แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

  • รากกวาวเครือแดง แก้ลมอัมพาต  บำรุงเลือด  ผสมกับรากสมุนไพรอื่นอีก 8 ชนิดเรียกว่า  พิกัดนวโลหะ  แก้โรคลมที่เป็นพิษ  แก้ริดสีดวง  ทำลายพยาธิ  ดับพิษ  ทำลายพิษไข้  สมานลำไส้
  • เปลือกเถากวาวเครือแดง รสเย็นเบื่อเมา  แก้พิษงู
ประโยชน์กวาวเครือแดง
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์  การศึกษาในอาสาสมัครผู้ชาย 17 คน อายุระหว่าง 30 – 70 ปี ที่มีลักษณะหย่อนยานความสามารถทางเพศอย่างน้อย 6 เดือน  ให้กินกวาวเครือแดงขนาด 250 มิลลิกรัม/แคปซูล วันละ 4 แคปซูล ตรงเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาพบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่ได้มีความแตกต่างจากกรุ๊ปควบคุม  แต่ผลจาการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดรรชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ  จากอาสาสมัครพบว่าทำให้ความสามารถทางเพศดียิ่งขึ้น  82.4 % ฉะนั้น กวาวเครือแดงก็เลยช่วยฟื้นฟูคนป่วยโรคเสื่อมสมรรถนะทางเพศได้ และไม่เจอการเกิดพิษ
รูปแบบและขนาดวิธีใช้กวาวเครือแดง
องค์การอาหารรวมทั้งยาของไทย  เจาะจงขนาดแล้วก็วิธีการใช้สำหรับในการกินกวาวเครือแดง  ไม่เกิน  2 มก.  ต่อน้ำหนักตัว  1  กก.  ต่อวัน
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือแดง
ฤทธิ์ต่อระบบแพร่พันธุ์  การทดสอบป้อนกวาวเครือแดงในรูปผงป่นละลายน้ำ  แล้วก็สารสกัดเอทานอล  ให้แก่หนูแรทเพศผู้  ความเข้มข้น 0.25 , 0.5 รวมทั้ง 5 มก./มิลลิลิตร  พบว่าหนูแรทที่ได้รับผงกวาวเครือแดงแบบละลายน้ำเข้มข้น 0.5 และก็ 5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตรงเวลา  21  วัน  ทำให้น้ำหนักตัวของหนูแรท  และก็จำนวนสเปิร์มเพิ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ  และก็หนูแรทที่ได้รับสารสกัดเอทานอลเข้มข้น 5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร 21 วัน มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles ต่อมลูกหมาก  แล้วก็ความยาวขององคชาติ  ทำให้หนูแรทมีความประพฤติปฏิบัติการสิบชนิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อศึกษาต่อไปถึงระยะ 42 วัน พบว่าหนูแรทที่ได้รับผงกวาวเครือแดงแบบละลายน้ำ มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles ต่อมลูกหมาก แล้วก็ความยาวขององคชาติ  รวมทั้งความประพฤติการสืบเผ่าพันธุ์เยอะขึ้นเรื่อยๆ  แม้กระนั้นหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอล  กลับมีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles  ลดน้อยลง  การเรียนผลของกวาวเครือแดงในระยะยาว  แล้วก็ในจำนวนสารสกัดที่มากขึ้น  พบว่าทำให้ระดับฮอร์โมน testosterone ของหนูแรทต่ำลง  และก็จำนวนเอนไซม์ตับสูงขึ้น  ฉะนั้นการกินกวาวเครือแดงมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดพิษต่อตับได้

การศึกษาทางพิษวิทยากวาวเครือแดง
การศึกษาพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในหนูวิสตาร์เพศผู้โดยป้อนผงกวาวเครือแดงในขนาด 10 , 100 , 150 รวมทั้ง 200  มก./กก/วัน  เป็นเวลา 90 วัน  พบว่าหนูที่รับในขนาด   150  มิลลิกรัม/กก/วัน  น้ำหนักของม้ามมากขึ้น ระดับเอนไซม์ alkalinephosphatase (ALP) รวมทั้ง aspartate aminotransferase (AST) เพิ่มขึ้น หนูที่ได้รับขนาด 200 มก./กก/วัน พบว่ามีเม็ดเลือดขาวประเภท neutrophil ลดลง ส่วนเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ระดับ serum creatinine  ลดน้อยลงระดับฮอร์โมน testosterone ต่ำลง ด้วยเหตุดังกล่าวควรต้องรอบคอบการใช้ในขนาดสูงเนื่องด้วยอาจจะทำให้กำเนิดอาการอันไม่ประสงค์ต่างๆได้
ข้อแนะนำข้อควรระวัง
พืชชนิดนี้มีฤทธิ์เป็นยา เหมือนกันกับกวาวเครือขาว แต่มีพิษมากยิ่งกว่า  แม้รับประทานมากบางทีอาจเป็นอันตรายได้อาจส่งผลให้เมาอ้วกอ้วก.รวมทั้งมีพิษเมามากกว่ากวาวเครือขาว
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์กวาวเครือเเดง

Tags : กวาวเครือเเดง,สรรพคุณกวาวเครือเเดง,ประโยชน์กวาวเครือเเดง

4

ขายยากษัยเส้น สุดยอดประโยชน์และสรรพคุณ


ขายยากษัยเส้นอาการปวดเมื่อยกล้ามบรรเทา แล้วก็การอักเสบของกล้าม


ลักษณะซึ่งในระยะสั้นและเรื้อรังไม่ว่าจะเก่าหรือน้อยกว่า กิจกรรมการออกกำลังกายหรือทำงานหนักก็อาจจะเป็นผลให้กำเนิดความเมื่อยล้าของกล้าม หรือการอักเสบผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจมีอาการปวดเรื้อรังเป็นระยะเวลาที่ยาวนานสุดที่รักษาไม่หาย ด้วยการรวมกันของสารเสพติดเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ผลสำเร็จทางการเรียนสมุนไพรป้าย และก็ไม้เลื้อยลียง ขายยากษัยเส้น คุณสมบัติสำหรับเพื่อการรักษาอาการปวดปวดเมื่อยกลยุทธ์ขัดยอกอักเสบของกล้ามเนื้อ เมื่อปวดเมื่อยอย่างสม่ำเสมอส่วน ร่างกายจะน้อยลงรวมทั้งหายไปท้ายที่สุด


ขายยากษัยเส้นบรรเทาและการดูแลรักษาของโรคเกาต์


โรคเกาต์เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เมื่อคนป่วยที่มีอยู่แล้วความรู้สึกปวด รวมทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เป็นปัญหาในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะ ด้วยการรวมกันของยาเสพติดเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ความสำเร็จทางการเรียนสมุนไพรป้ายคุณหัวที่มีคุณภาพ ยากษัยเส้น คุณสัมฤทธิ์ การดูแลรักษาอาการปวดข้อ และโรคเกาต์เป็นอย่างดี เมื่อตรวจดูความเจ็บด้วยกันของโรคนี้จะลดลง แก้ไขสุขภาพของพวกเขาอย่างมาก


ขายยากษัยเส้นเพื่อเพิ่มการรักษาอัมพาต


สำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต ฉันหวังว่าจะย้ายกลับไปธรรมดาอีกที ด้วยการรวมกันของสารเสพติดเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ประทับตราการบรรลุผลสมุนไพรของคุณและก็ช่วยคลายเอ็น ความเคร่งเครียดที่หย่อนยานและย้ายที่ดีมากยิ่งกว่า แล้วก็ช่วยบำรุงรักษาเลือดกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตเหมาะสมที่จะรับประทาน กับวิธีการทำกายภาพบำบัด หรือสามารถเสิร์ฟกับยาแผนปัจจุบัน เมื่อคุณยังคงช่วยปรับให้ปรุงลักษณะของโรคดังกล่าวข้างต้น


ขายยากษัยเส้นบรรเทาและก็รักษาลักษณะของโรคอัลไซเมกระดูก


การขาดสารอาหารบางประเภทและท้ายที่สุดที่มากกว่าจำนวนที่เกิดขึ้นจะทวีความร้ายแรงขึ้นในการขาดการบำรุงรักษาและก็การเสื่อมสลายของกระดูก บางบุคคลบริหารร่างกายหรือทำงานหนัก มันสามารถนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคต่างๆดังเช่นว่าแผ่นดิสก์ กระดูกเปราะบางหรือเปราะ อื่นๆอีกมากมาย ด้วยการรวมกันของสารเสพติดเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ประทับตราการบรรลุเป้าหมายสมุนไพรของคุณเว้นแต่คุณประโยชน์สำหรับการทุเลา นอกจากนั้นยังช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงกระดูกเอ็นกล้ามแข็งแรง เมื่อรับประทานโดยตลอดกระดูกภายในร่างกายบำรุง ได้ผลให้ห่างไกลจากโรค กระดูกจะตามมาในอนาคต


ขายยากษัยเส้นทุเลารวมทั้งรักษาลักษณะของโรคไขข้อแกรนด์


โรคไขข้ออักเสบเป็นโรคที่ผู้เจ็บป่วยที่มีอยู่แล้วมี มันเป็นความเจ็บปวดอย่างยิ่งจากการอักเสบของข้อต่อ แต่ว่าด้วยการรวมกันของสิ่งเสพติดเพื่อบรรเทาอาการปวด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสมุนไพรป้ายคุณ Km แ pgehedchagn สมอไทยเถาเถา Eaenaean หัวและก็กะเหรี่ยง LILY ประโยชน์สำหรับการลดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ รวมทั้งบรรเทาความเจ็บในเส้นเอ็น เมื่อคุณโดยตลอดจะทำให้คนเจ็บที่มีโรคต่างๆความเจ็บปวดลดน้อยลงและการอักเสบของกล้าม จะลดลงอย่างมากเหลือเกิน


ขายยากษัยเส้นการดูแลรักษาสุขภาพสำหรับคนเจ็บ หรือคนวัยชรา


มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายบำรุงผิวไข้ขับลมในลำไส้ระบบน้ำดีเหมาะกับการบูรณะสำหรับคนเจ็บหรือคนชรา ปัญหาที่เกิดสังกัดความอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อรวมทั้งกระดูก นอกเหนือจากนั้นยังเป็นยาระบายอ่อนๆผู้สูงวัยที่มีปัญหาเกี่ยวกับท้องผูกสามารถใช้เวลานานที่จะนั่งกับพวกเขา ไม่อนุญาตให้มีการทรมาทรกรรมที่จะนั่งลงขับถ่าย

Tags : ขายส่งยากษัยเส้น,ผลิตอาหารเสริม

5

มารุมรู้จักมะรุมกันดีกว่า
            หากกล่าวถึงมะค้อนก้อม ผักอีฮุม  กาแน้งเดิง เชื่อว่าหลายๆคนคงงงกันเป็นไก่ตาแตก ว่าที่กล่าวมานั้นคืออะไร หรือเป็นภาษาต่างดาวกันแน่ ซึ่งความจริงแล้วชื่อที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็คือ “มะรุม” ผักพื้นบ้านของไทยที่ทุกท่านคงคุ้นเคยและได้ลองลิ้มชิมรสอันโอชาของพืชชนิดนี้มาแล้ว วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของมะรุมอาหารและสมุนไพรพื้นบ้านของไทยอีกลักษณะหนึ่ง  โดยมะรุมนั้นเป็นที่รู้จักของมนุษย์มาหลายพันปีแล้ว ซึ่งถือว่าพืชสมุนไพรที่มีการค้นพบยาวนาน (พอๆกับแปะก๊วยของจีน)ส่วนถิ่นกำเนิดนั้น มะรุมมีถิ่นกำเนิดแถบใต้เทือกเขาหิมาลัย แถบอินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย รวมถึงแถบเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา (ที่มีถิ่นกำเนิดต่างกันหลายทวีปเพราะมะรุมมีสารพันธุ์มากถึง 13 สายพันธุ์) สำหรับในประเทศไทยนั้นอาจพบต้นมะรุมได้ทั่วทุกภาคโดยสายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยคือ พันธุ์ข้าวเหนียว (Moring Oleifera) และพันธุ์กระดูก (Moringa Stenopetala) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่นิยมใช้ในการกินและวิจัยทดลองมากที่สุดอีกด้วย และสำหรับในประเทศไทยเรานั้นถือกันว่ามะรุมนั้นถูกจัดเป็นพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านของไทยเรามาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ซึ่งคนในสมัยโบราณนิยมเพาะมะรุมไว้ในละแวกบ้าน เพื่อไว้ทำเป็นอาหารเพราะอาจรับประทานได้หลายๆส่วนไม่ว่าจะเป็นยอด ดอก และผัก แต่โดยส่วนมากจะนิยมกินผักมากกว่าส่วนอื่นๆ ซึ่งเมนูยอดฮิตที่ใช้มะรุมทำเป็นอาหารก็คือ แกงส้ม (ว่ากันว่ามะรุมเป็นผักที่ทำแกงส้มคู่กับปลาช่อนอร่อยที่สุด เช่นทางใต้จะนิยมนำมะรุมมาทำแกงส้มปลาช่อน โดยใส่ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวและใส่ส้มแขกแทนน้ำมะขามเปียกเพื่อให้รสเปรี้ยว และเป็นเมนูยอดฮิตของร้านอาหารใต้อีกด้วย) ส่วนในต่างประเทศก็ใช้ใบมะรุมมาเป็นส่วนประกอบของอาหารเช่นกัน โดยปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรือราดอาหารที่เป็นแป้งอื่นๆ รวมถึงใช้ใบอบแห้งป่นเก็บไว้โรยอาหารได้อีกด้วย ส่วนมะรุมในด้านสมุนไพรนั้นคนในสมัยโบราณก็นำส่วนต่างๆของมะรุมมาทำเป็นสมุนไพรบำบัดอาการเจ็บป่วยเช่นกัน เช่น แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ ขับลม แก้อักเสบ ข้อปัสสาวะ ลดไข้ บำรุงร่างกาย ฯลฯ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ที่มะรุมเป็นได้ทั้งอาหารและยาผู้คนในอดีตจึงชอบเพาะปลูกไว้ใกล้บ้านซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามะรุมเป็นพืชผักสมุนไพรที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตมาจนถึงปัจจุบันและในบทความหน้าเราจะมากล่าวถึงคุณสมบัติทางกายภาพของมะรุมกันว่าจะเป็นแบบไหนมีประเภทแบบใด

6

 
การศึกษาและวิจัยเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ [Ganoderma lucidum (Fr.) Karst.] หรือที่รู้จักกันดีในประเทศไทย “เห็ดหมื่นปี เห็ดจวักงู” ชื่ออังกฤษ “Lacquered mushroom” ชื่อญี่ปุ่น “Mannantake” เห็ดหลินจือ จัดเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีน ที่มีการใช้มานานกว่า 4,000 ปี เป็นยาอายุวัฒนะและ รักษาโรคต่าง ๆ ในเภสัชตำรับของ ประเทศจีนระบุ ประโยชน์เป็นยาบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เยียวยาโรคหัวใจ และช่วยให้นอนหลับ(1)  มีรายงานการ ศึกษาทางคลินิกพบว่า เห็ดหลินจือมีผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด(2) ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่(3) และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม(4) มีฤทธิ์ต้านปวดและมีความปลอดภัยในการใช้ในผู้ป่วยโรค rheumatoid arthritis(5) เยียวยาโรค neurasthenia(6) โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง(7,8) อาการปวดหลังจากการติดเชื้องูสวัด(9)  นอกจากนี้ยังพบว่าเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมาย เช่น ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน(10-13)  ฤทธิ์ต้านเนื้องอกและมะเร็ง(10,14-16)  ฤทธิ์ป้องกันเส้นประสาทเสื่อม(17-20)  ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด(21-22) ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด(23-24) ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน(25-27) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammation)(28-29) เป็นต้น ซึ่งสารสำคัญคือ สารกลุ่ม polysaccharides(10,11,13) สารกลุ่ม triterpenoids(30-33) สารกลุ่ม sterols(34-36) สารกลุ่ม fatty acids(37) สารกลุ่มโปรตีน(38-41) เป็นต้น ซึ่งสารสำคัญดังกล่าวจะพบได้ในส่วนสปอร์มากกว่าส่วนดอก(42) และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและต้านมะเร็งได้ดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม และส่วนดอก(43-45)  มีการ ค้นคว้าเกี่ยวกับพิษวิทยาของเห็ดหลินจือทั้งพิษแบบเฉียบพลันและพิษแบบเรื้อรังพบว่ามีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยสำหรับการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ประเทศไทยมีการ ขยายพันธุ์เห็ดหลินจือในเชิงพาณิชย์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในรูปดอกเห็ดหั่นเป็นแผ่น น้ำเห็ดหลินจือ เครื่องดื่มชาเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจือ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการ วิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้ง คุณสมบัติในการ รักษาโรคภัยต่าง ๆ หรือการ ค้นหาการ เพาะปลูกตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการ เพาะปลูก (Good agricultural Practice; GAP) หรือการเก็บสปอร์เห็ดหลินจือมาใช้ ประโยชน์ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เนื่องจากขาดการประสานงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีองค์ความรู้แต่ไม่มีการบูรณาการใน ค้นหาและพัฒนาอย่างจริงจัง
ปี 2551-2554 สถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นองค์หลักในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ โครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย ในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันบริการตรวจสอบ คุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คณะแพทยศาสตร์ และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการ ศึกษาและพัฒนาเห็ดหลินจือตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการใช้ สรรพคุณ  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นคณะทำงานการ วิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในระดับพรีคลินิก และคณะทำงานการพัฒนาผลงานการ ศึกษาเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือสู่การใช้ ประโยชน์
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ ค้นหา “จำนวนและ จำนวนสารสำคัญของดอกเห็ดและสปอร์เห็ดหลินจือที่ เพาะปลูกในประเทศไทย”(46)  โดยตรวจวิเคราะห์ คุณภาพสารสำคัญกลุ่ม terpenoids(47) และสารกลุ่ม polysaccharides(48,49)   การ ค้นพบนี้จะเป็นข้อมูลบ่งชี้พันธุ์เห็ดหลินจือที่เหมาะสมในการ เพาะในประเทศไทย อายุในการเก็บเกี่ยวสปอร์และดอกเห็ด ลักษณะของท่อนไม้ที่เหมาะสมในการ ขยายพันธุ์เลี้ยงเห็ด และและได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสปอร์เห็ดหลินจือ ก่อนนำไปใช้ทางยาจะต้องกะเทาะผนังหุ้ม(50)  ผลการ ศึกษา ปริมาณและสารสำคัญของดอกเห็ดและสปอร์เห็ดหลินจือพันธุ์ MG1, MG2, MG5 พบว่า ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 110 วัน และพันธุ์เห็ดที่มี จำนวนสารกลุ่ม polysaccharides สูงคือ พันธุ์ MG2 โดยพบในสปอร์ที่กระเทาะผนังหุ้ม (4.77%) มากกว่าดอกเห็ด (3.06%) ส่วนพันธุ์ที่มี ปริมาณสารกลุ่ม triterpenoids สูง คือ พันธุ์ MG5 โดยพบในก้านดอก (0.55%) มากที่สุด รองลงมาคือดอกเห็ด (0.40%) และสปอร์ (0.27%) ตามลำดับ และพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมในการ เพาะเลี้ยงเห็ด คือ ไม้ลำไย และไม้สะเดา และงาน ค้นหานี้ได้พิสูจน์ว่าสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม ทั้งนี้เพราะว่าผนังหุ้มสปอร์มีผนังหนา 2 ชั้น ผนังชั้นนอกเรียบ ผนังชั้นในยื่น คล้ายหนามไปชนผนังชั้นนอก ซึ่งผลการ ค้นคว้านี้แสดงให้เห็นว่าตัวทำละลายแอลกอฮอล์ หรือ dichloromethane ไม่ สามารถสกัดสารสำคัญกลุ่ม triterpenoids ออกจากสปอร์เห็ดหลินจือที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม แต่การต้มสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้มด้วยน้ำจะสกัดสารกลุ่ม polysaccharides ได้บ้าง แต่ จำนวนน้อยกว่าสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้ม นอกจากนี้ในสภาวะที่เป็นกรด หรือเป็นด่าง เลียนแบบสภาวะของกระเพาะและลำไส้ ตามลำดับ ก็ไม่ อาจทำลายผนังหุ้มของสปอร์ได้ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการ ค้นพบภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเลกตรอน และ TLC chromatogram ซึ่งจะสอดคล้องกับกรณี วิจัยที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล เมื่อผู้ป่วยคนหนึ่งที่ รับประทานผงเห็ดหลินจือแล้วมีอาการท้องเสีย เมื่อตรวจอุจจาระพบว่ามีสปอร์เห็ดหลินจือที่มีขนาดและรูปร่างคล้ายกับไข่พยาธิ ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ว่าอาการท้องเสียเกิดจากพยาธิ หลังจากหยุดการ ทานผงเห็ดหลินจือ อาการต่าง ๆ ก็ดีขึ้น(51) กรณี ค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าการ อุปโภคสปอร์เห็ดหลินจือที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม ร่างกายคนไม่ สามารถย่อยผนังหุ้มได้ ทำให้จึงยังคงพบสปอร์ในอุจจาระ ฉะนั้นการ บริโภคสปอร์เห็ดหลินจือจึงต้องทำการกะเทาะผนังหุ้มก่อน เพื่อให้สารสำคัญถูกสกัดออกจากสปอร์และดูดซึมเข้าร่างกายได้ ซึ่งจะมีคุณค่าทางยาตามรายงานการ ค้นพบทางคลินิกหรือพรีคลินิก
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณเห็ดหลินจือ

7

มะขามป้อมกับข้อมูลการศึกษาทดลอง
            มะขามป้อมนับเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งในหลายๆชนิด เช่น มะรุม กระชายดำ กวาวเครือขาว ที่มีการศึกษาและวิจัยกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ นั่นอาจจะเป็นเพราะสารออกฤทธิ์และประโยชน์ของมะขามป้อมที่มีอย่างมากล้น จึงทำให้นักค้นพบและนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้สนใจที่จะค้นคว้าวิจัยและวิจัยเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของมะขามป้อม โดยเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับบรรดาผู้ที่กำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากมะขามป้อมหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับมะขามป้อม เช่นองค์ประกอบทางเคมีของมะขามป้อม หรือแม้แต่ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และการทดสอบเกี่ยวกับพิษวิทยาของมะขามป้อม แต่ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีนั้นผู้เขียนได้นำเสนอไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ จึงเหลืองานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาในมะขามป้อมที่จะนำเสนอในบทความนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ฤทธิ์แก้ไอในมะขามป้อม มีการทดสอบโดยให้แมวที่ถูกทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่หลอดลมและปอด กินสารสกัดเอทานอลจากผลมะขามป้อมในขนาด 200 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม อาจช่วยลดความถี่ในการไอและลดความแรกในการไอ และเมื่อเปรียบเทียบกับยาแก้ไอ dropoizine ขนาด 100 มก.แล้วมีผลดีกว่า ฤทธิ์ในการลดการอักเสบ พบว่าสารสกัดใบมะขามป้อมด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบของอุ้งเท่าหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนนโดยการไม่ยับยั้งเซลล์เม็ดเลือดขาว และอีกการลองหนึ่งคือ ให้หนูทดลองรับประทานสารสกัดรากมะขามป้อมด้วยเมทานอลที่ทำให้แห้งขนาด 5 มก.แล้วละลายด้วน้ำเกลือก่อนจะถูกทำให้อุ้งเท้าบวมด้วยพิษงู พบว่าสารสกัดไปทำให้พิษงูหมดฤทธิ์มีผลทำให้อุ้งเท้าหนูทดลองมีการอักเสบลดลง ฤทธิ์ในการขับเสมหะ มีการทดลองในกระต่ายคือ ป้อนสารสกัดผลมะขามป้อมด้วยอีเทอร์เอทานอล ขนาด 4 กรัม /ตัว พบว่ามีฤทธิ์ขับเสมหะได้ เช่นเดียวกับการฉีดสารสสกัดผลมะขามป้อมด้วยเอทานอลขนาด 1 กรัม/ตัว ทางหลอดเลือดดำ ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสารพวกแทนมินในมะขามป้อม เช่น เอมบลิกานิน 10 ,  เอมบลิกานินบี , พูนิกลูโคนิน ฯลฯ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เช่นเดียวกับวิตามินซีในผลของมะขามป้อม ส่วนในด้านการลองความเป็นพิษนั้นมีดังนี้ ในการลองพิษเฉียบพลัน โดยการให้สารสกัดผลมะขามป้อมด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) โดยการป้อน ในขนาด 100 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก. พบว่าไม่ทำให้เกิดพิษ แต่เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนังพบว่า ค่าที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD₅₀) เท่ากับ 4.8 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก. และมีการลองพิษถึงเฉียบพลัน โดยให้หนูลองแต่พบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักอวัยวะภายในเช่น ปอด ตับ หัวใจ แต่ไม่เกิดอาการเป็นพิษในสัตว์ทดสอบ  จากการที่ได้ค้นพบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาทดลองของนักวิจัยในมะขามป้อมแล้ว และได้นำเสนอมาทั้งหมดนั้น ผู้อุปโภคหรือผู้ใช้มะขามป้อมก็อาจมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่ามะขามป้อมนั้นยังเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงติดอันดับต้นๆของสมุนไพรไทยเลยก็ว่าได้

8
กวาวเครืองแดง
            “กวาวเครือแดง” สมุนไพรที่มีประวัติและที่มาอย่างยาวนานหลายสิบปี  ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน “กวาวเครือแดง” ได้ถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ บำรุงเลือด เช่นเดียวกับ กำลังพญาเสือโคร่ง โดยถูกใช้สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น  จนถึงปัจจุบันจึงมีผลลับใหม่ๆ มาแปรรูปสมุนไพรชนิดนี้ มีการทดสอบ การวิจัยต่างๆ และผลการทดสอบและวิจัยเหล่านั้น บ่งบอกและชี้ชัดว่า กวาวเครือแดง[/url] เป็นสุดยอดสมุนไพรสำหรับท่านชายอย่างไม่มีข้อกังขา โดยหากพูดถึงสรรพคุณของกวาวเครือแดงนั้นมีมากมายหลายประการและทุกส่วนสามารถนำมาใช้ได้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หัว , ราก , เปลือกเถา โดยสรรพคุณหลักๆ ของ “กวาวเครือแดง” คือ บำรุงธาตุ , บำรุงเลือด , เป็นยาอายุวัฒนะ , บำรุงผิวให้เต่งตึง , ถอนพิษไข้ , แก้พิษงู ฯลฯ แต่สรรพคุณของกวาวเครือแดงที่จะขาดไม่ได้สำหรับท่านชาย คือ เพิ่มจำนวนอสุจิ , เพิ่มสมรรถนะทางเพศ  ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องนี้ “มโน” ไปเอง กล่าวคือ สำหรับเรื่องสรรพคุณ|ประโยชน์}ของกวาวเครือแดง ต่อระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ มีการวิจัยต่างๆ อย่างมากมาย ทั้งในคนและสัตว์ทดลอง โดยมีผลการทดลองในคนชิ้นหนึ่ง ที่จะเห็นได้ชัดว่า กวาวเครือแดง มีสรรพคุณในด้านนี้ คือ ทดลองกับผู้ชายอายุ 30 – 70 ปี 17 คน ที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มาให้กิน “กวาวเครือแดง” 250 มก/แคปซูล โดยให้กินวันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ปรากฏว่าทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นกว่า 80% ของผู้ทดลอง และในส่วนของความปลอดภัยในการใช้ กวาวเครือแดง นั้น ทาง อย.ของไทย ได้ออกมาระบุไว้ว่าสามารถใช้ กวาวเครือแดง ได้ ต่อวัน ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คือหากคนที่ใช้มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม สามารถใช้กวาวเครือแดง ได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน) และในตำรับยาไทยได้กล่าวไว้ว่า กวาวเครือแดง มีฤทธิ์เหมือนกวาวเครือขาว แต่มีฤทธิ์แรงว่า
            จากที่บอกมา แสดงให้เห็นถึง สรรพคุณและประโยชน์ของ กวาวเครือแดง โดยเฉพาะสรรพคุณสำหรับท่านชาย และยังเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองจาก อย. ว่าหากใช้ไม่เกินที่กำหนดก็ไม่เกิดผลเสียกับร่างกาย กวาวเครือแดงจึงเป็นสมุนไพรที่มาแรงแซงทางโค้ง ในทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้.

Tags : กวาวเครือ

9
1.กระชายดำฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ สาร 5,7 – ได้เมธอกซีฟลาโวน (5,7-DMF) ที่แยกได้จากหัวกระชายดำ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด คือ แอสไพริน , อินโดเมธาซิน , ไฮไดรคอร์ติโซน และเพรดนิโซโลน จากการศึกษาฤทธิ์ป้องกันอักเสบของสารนี้ ในสัตว์ทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ พบว่าสาร 5,7-DMF สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง โดยกระชายดำแสดงฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากสารคาราจีนแนน และเคโอลินได้ดีกว่าฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง granuloma จากการฝังสำลีใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ พบว่า สาร 5,7-DMF ของกระชายดำยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation และการสร้างสาร prostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาฤทธิ์ป้องกันการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy) (วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล และอำไพ ปั้นทอง,2528)
2.กระชายดำฤทธิ์ป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ สาร 5,7,4'-trimethoxyflavone และ 5,7,3' ,4' –tetramethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Plasmodium falciparum  ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ส่วนสาร 3,5,7,4'-tetramethoxyflavone และ 5,7,4'-trimethoxyflavone แสดงฤทธิ์ช่วยต้านการเชื้อ Candida albicans และแสดงฤทธิ์ช่วยต้านการเชื้อ Mycobacterium อย่างอ่อน (Wattanapitayakui S, Nawinprasert A, Herunsalee A, et al,2003)
3.กระชายดำพิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxic activity) จากการทดสอบผลของฟลาโวนอยด์ 9 ชนิดของกระชายดำต่อเซลล์มะเร็ง เช่น KB , BC หรือ  NCI-H187 ไม่พบว่ามีสารใดทำให้เกิดพิษต่อเซลล์มะเร็งที่ทดสอบ (วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล และอำไพ ปั้นทอง,2528)
4.กระชายดำฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง มีรายงานการวิจัย ค้นพบว่า สารสกัดกระชายดำด้วยเอธานอลของกระชายดำมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) ละลดการหดเกร็งของ ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ของหนูขาว และยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดของคน.(Yenchai C, Prasaphen K, Doodee S, et al,2004)

Tags : กระชายดำ,กระชาย

10

งานวิจัยต้านฤทธิ์ทางยา ของมะรุม
            แม้ว่าในอดีตนั้นผู้คนจะใช้มะรุมมาทำเป็นยาสมุนไพรป้องกัน และบำบัดรักษาโรคต่างๆมาเนินนานและยังใช้ได้ผลดีมาตลอดจนถึงปัจจุบันนั้น แต่เมื่อมีการพัฒนาทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ในด้านต่างๆ ในยุคปัจจุบันแล้ว จึงจำเป็นจะต้องมีการศึกษาและทดสอบเพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดีและมีการรับรองคุณภาพและมาตรฐานในสรรพคุณของมะรุม อันเป็นการสร้างความปลอดภัยต่อผู้กินรวมถึงยกระดับความน่าเชื่อถือของสมุนไพรไทยในระดับสากล สำหรับงานทดลองและงานวิจัยของมะรุมนั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นงานงานวิจัยในสัตว์ทดลอง ส่วนงานลองในมนุษย์นั้นมีเพียงชิ้นเดียวและยังเป็นเพียงงานวิจัยร่วมกับสมุนไพรคุณสมบัติอื่นๆ โดยงานวิจัยทางด้านฤทธิ์ทางยาของมะรุมที่น่าสนใจมีดังนี้ 1.งานวิจัยในสัตว์ทดลอง  งานวิจัยฤทธิ์ในการลดระดับคลอเรสเตอรอล มีการวิจัยให้กระต่ายกินฝักมะรุมวันละ 200 กรัม/กิโลกรัม (น้ำหนักตัว)นาน 120 วัน โดยเปรียบเทียบกับกระต่ายกลุ่มที่ให้กินอาหารไขมันมากและกินยา โลวาสเตทิน 6 มก./กิโลกรัม (น้ำหนักตัว)ต่อวัน พบว่ามีผลทำให้ระดับคลอเรสเตอรอล ฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL  LDL ลดลง ทั้งสองกลุ่ม จึงเชื่อได้ว่า มะรุมอาจลดระดับคลอเรสเตอรอลได้เช่นเดียวกับยาโลวาสเตทิน  ฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็ง มีการทดลองในหนูโดยให้หนูที่ถูกกระตุ้นโดยสาร ฟอบอลเอสเทอร์แล้วแบ่งหนูเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานมะรุมเป็นอาหาร อีกกลุ่มกินอาหารตามปกติเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการลอง พบว่าหนูกลุ่มที่รับประทานมะรุมเป็นอาหารเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มที่อุปโภคอาหารปกติ โดยกลุ่มที่กินมะรุมมีเนื้องอกบนผิวหนังน้องกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง จากการทดสอบนี้คณะผู้วิจัย เชื่อว่าสารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่ง และสารไนอาซิไมชิน จากมะรุมเป็นสาระสำคัญที่สามารถต้านการเกิดมะเร็งจากการกระตุ้นได้ ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีงานวิจัยในหนูลองว่า ผงใบแห้งและสารสกัดเอทานอลจากเปลือกต้นสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดทั้งหนูทดลองที่ปกติและหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน ฤทธิ์ป้องกันตับถูกทำลาย มีการลองในหนูทดลองโดยให้ยาไรแฟนไพซิน แล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้สารสกัดแอลกอฮอลล์ของใบมะรุม กลุ่มที่สองให้สารซิลิมารีน (พบได้ในชาเขียว โกจิเบอร์รี่) กลุ่มที่สามไม่ให้ยาใดๆเลย เมื่อจบการทดลองและดูผลจากการตรวจชิ้นเนื้อตับทั้ง 3 กลุ่มพบว่า กลุ่มที่ให้สารสกัดมะรุม และกลุ่มที่ให้สารซิลิมารีน มีผลช่วยในการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาได้ 2.งานวิจัยในคน สำหรับงานวิจัยในคนของมะรุมมีเพียงชิ้นเดียวคือ งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ยา Septillin เป็นยาที่สกัดจากพืช 6 ลักษณะ คือ มะรุม บอระเพ็ด มะขามป้อม ชะเอมเทศ Balsamoderdron.mukul (สมุนไพรอินเดีย) และเปลือกหอยสังข์ ซึ่งยา Septillin มีประโยชน์ที่ดี ในเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และการติดเชื้อที่ผิวหนัง จะเห็นได้ว่ามะรุมเป็นพืชผักที่มีสรรพคุณมากมายนานับประการ แต่โดยส่วนมากคือการทดลองในสัตว์วิจัยดังนั้นหากอย่าได้ประโยชน์ของมะรุมควรรับประทานในประเภทการนำไปประกอบอาหารจะดีกว่า และหากมีการศึกษาทดลองในมนุษย์มากขึ้นและมีการรับรองผลที่แน่ชัดจึงค่อยหันมาใช้มะรุมในแบบอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

Tags : มะรุม

11
อื่นๆ / ส้มแขกในตำรายาแผนไทย
« เมื่อ: 19-07-2017 , 00:39:42 »

ส้มแขกในตำรายาแผนไทย
            ในการใช้สมุนไพรต่างๆของไทยในอดีตนั้น มีการใช้กันมาเนิ่นนานตกทองกันมาหลายรุ่นจนเกิดการพัฒนาขึ้นเป็นแบบแผนและได้มีการเขียนเป็นตำรับตำรายาสมุนไพร(ปัจจุบันเรียกว่าตำรับยาแผนไทย โดยหมายรวมถึงตำรายาพื้นบ้านในทุกภาคด้วย) ที่ใช้เยียวยาโรคต่างๆทั้งโดยการใช้สมุนไพรชนิดเดียวโดดๆ เพื่อใช้เยียวยา เช่น ขมิ้นชัน ใช้เหง้าตำให้ละเอียดผสมกับน้ำกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เจตมูลเพลิงแดง นำรากมาอบให้แห้งแล้วต้มกันน้ำดื่มอุปโภครักษาโรคทางเดินปัสสาวะ รักษาอาการไอ ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร แก้ธาตุพิการ ฯลฯ และใช้ผสมกันหลายประเภท เช่น มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก ใช้รวมกันเป็นพิกัดตรีผลา ช่วยในการล้างพิษออกจากร่างกาย แก้ปิตตะ  วาตะ  เสมหะ ในกายธาตุกองฤดู กองอายุ กองสมุฎฐาน ฯลฯ และได้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ได้เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมให้การใช้ยาสมุนไพรนั้นเป็นทางเลือกในการบำบัดเยียวยาโรคต่างๆ ตามภูมิปัญญาไทย โดยเข้ามาให้ความรู้แก่ผู้ใช้และผู้ผลิต รวมถึงแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตที่จะยังคงคุณภาพของสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรประเภทนั้นๆไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในบรรดาสมุนไพรในตำรับยาแผนไทยทั้งหมดทั้งมวลนั้น “ส้มแขก” ก็เป็นสมุนไพรที่การระบุไว้ในตำราดังกล่าวเช่นกัน โดย ส้มแขกนั้นได้มีการระบุคุณสมบัติไว้ในตำราพื้นบ้านดังนี้ ใช้คลายอาการปวดท้องในสตรี มีครรภ์  ช่วยในการเยียวยาโรคเบาหวานด้วยการใช้ดอกตัวผู้ของส้มแขกที่แห้งแล้ว 7 ดอกมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร แล้วนำมากินแก้กษัยและรักษานิ่วด้วยการนำรากส้มแขกมาตากแห้งมาต้มกับรากมังคุดและรากจูบูนำใบสดของส้มแขกคั้นเอาน้ำมาบริโภคแก้อาการท้องผูก รวมถึงในตำรายาไทย ก็ยังระบุคุณสมบัติไว้อีกว่าส้มแขกอาจใช้บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ลดความดัน ฟอกโลหิต รวมถึงส้มแขกยังเป็นยาระบายที่มีฤทธิ์อ่อนๆ นอกจากนี้ ส้มแขกยังอาจนำมาใช้ในเรื่องการประกอบอาหารได้อีก เช่น นำผลของส้มแขกมาทำเป็นเครื่องปรุงรสในอาหาร เพื่อให้ได้รสชาติเปรี้ยว หรือ นำใบอ่อนของส้มแขกมารองในการนึ่งปลา รวมถึงใบแก่ของส้มแขกยังสามารถนำมาทำใบชาได้อีกด้วย(แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะมีกลิ่นเหม็นเขียว) ส่วนต้นของส้มแขกที่แก่เต็มที่แล้วยังสามารถนำมาทำเครื่องใช้ไม้สอย ทำโต๊ะเก้าอี้หรือเครื่องเรือนอื่นๆได้ จะเห็นได้ว่าสรรพคุณทางยาตามตำรายาแผนไทยของส้มแขกนั้นไม่ได้เป็นรองสมุนไพรชนิดอื่นๆเลย รวมถึงยังอาจนำส่วนต่างๆ มาใช่คุณสมบัติในด้านอื่นที่ไม่ใช้สมุนไพรได้อีกด้วย แต่ในระยะ 4 – 5 ปีมานี้ส้มแขกได้รับความชอบและได้รับการกล่าวขวัญถึงเป็นอันมาก ในเรื่อง” ประโยชน์ที่ช่วยลดความอ้วน” และยังได้มีผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ลดความอ้วนจากส้มแขกหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น แบบผง แบบเผ็ด ชาส้มแขก ส้มแขกแคปซูล หรือสารสกัดส้มแขก มาวางจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อเพื่อให้ผู้ที่สนใจเลือกใช้ และยังได้รับกาตอบรับจากผู้กินอย่างล้นหลาม เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมีความปลอดภัยสูง ส่วนในรายละเอียดและกลไกของสารออกฤทธิ์ที่มีผลทำให้ส้มแขกสามารถลดความอ้วนได้นั้น ผู้เขียนจะของอธิบายในบทความหน้าครับ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ส้มเเขก

12

มะขามป้อมมาจากไหน และอย่างไรถึงเรียกว่ามะขามป้อม
            โดยทั่วไปแล้วหากพูดถึง มะขามป้อม น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก สมุนไพรลักษณะนี้ด้วยความฝาดเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวลิ้มรสกันมาแล้วหลายคนถึงกับ ลิ้มรสชาติของมะขามป้อมอุปโภคไม่ลงกันเลยก็มี แต่ในรสชาติที่แสบสันต์ถึงทรวงนั้นกลับมีสิ่งดีๆ ประโยชน์ดีๆ ซ่อนอยู่อีกเป็นคุณภาพมาก แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้นทุกท่านทราบกันหรือไม่ว่ามะขามป้อมนั้นมาจากไหน และประเภทและรูปลักษณ์ของต้น ใบ ดอก ของมะขามป้อมนั้นเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าเราจะมาไขข้อข้องใจเหล่านี้พร้อมๆก่อนนะครับ โดยมะขามป้อมนี้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus  emblica Linn. อยู่ในวงศ์เดียวกับยางพาราและมะไฟ มีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามพื้นถิ่นต่างๆ เช่น ชาวฮินดู (อินเดีย บังกาลาเทศ ศรีลังกา) เรียกว่า อัมรา ชาวอารบิคเรียกว่า อามัณฑะ ส่วนในไทยก็เรียกกันไปตามท้องถิ่น ภาคต่างๆเช่น กันโตน (จันทบุรี)   กำทวด (ราชบุรี)  มังลู่(กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) ส่วนถิ่นกำเนิดของมะขามป้อมนั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทย พม่า ลาว กัมพูชา ไล่ไปจนถึงเอเชียใต้ในอินเดียใต้ ในอินเดียปากีสถาน ศรีสังกา บังคลาเทศ และ จีนตอนใต้ สำหรับในประเทศไทยเรานั้นจะพบในทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนมากจะพบมากในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งในธรรมชาติจะพบในป่า เบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าแดง มะขามป้อมมักขึ้นได้ดีในสภาพดินทุกประเภทแต่ต้องมีการระบายน้ำที่ดี และต้องการแสงมาก ทนแล้งได้ดี ส่วนลักษณะทั่วไปของมะขามป้อม คือ เป็นไม้ยืนต้น เช่นเดียวกับสมอไทย มะรุม ขี้เหล็ก ฯลฯ สูงประมาณ 8 – 20 เมตร ลำต้นคดงอเปลือกเรียบสีน้ำตาลอมเทา เปลือกในชมพู ถึงน้ำตาลแดง ปลายถึงมักลู่ลง ใบแบบขนนกเรียงสลัดระนาบเดียวมักเรียงตัวหนาแน่นตามกิ่งก้าน ใบอ่อนมีขนละเอียดใบแก่ไม่มีขน ใบมีขนาดเล็กปลายมนโค้งรูปหัวใจเบี้ยว ดอกเป็นดอกขนาดเล็กแยกเพศโดยดอกเพศผู้ออกตามโคนกิ่งเป็นกระจุกๆ 3 – 5 ดอก ด้านบนเป็นดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยวๆ โดยดอกทั้งเพศผู้และเพศเมียมีสีเหลืองนวล และดอกมีกลิ่นคล้ายกลิ่นผิวมะนาว ผล เป็นผลกลมเกลี้ยงเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 -3 เซนติเมตร มีรอยแยกแบ่งเป็น 6 กลีบ ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน ผลแก่มีสีเขียวอ่อนค่อนข้างใส เนื้อผลมีรสฝาดเปรี้ยวอมขม เมื่อทานได้สักพักจะมีรสหวานตามมา โดยมะขามป้อมอาจเก็บผลใน ช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ คือ ภาคเหนือ เก็บผลมะขามป้อมได้ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ภาคใต้เก็บในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม ภาคกลางและภาคอีสานเก็บได้ในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ซึ่งจากที่กล่าวมานี้อาจจะเรียกได้ว่า มะขามป้อมก็เป็นสมุนไพรพื้นถิ่นของไทย อีกลักษณะหนึ่งได้เช่นกันเพราะไทยก็เป็นพื้นที่ในแถบที่ถูกระบุว่าเป็นถิ่นกำเนิดของมะขามป้อมและยังพบได้ทุกภาคในประเทศอีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันพัฒนาและแปรรูป รวมถึงส่งเสริมการกินสมุนไพรอันทรงคุณค่าลักษณะนี้ในประเทศไทยของเราให้แพร่หลายมากกว่าเดิมดีกว่า วันหน้าคนไทยจะไปนำเข้าผลิตภัณฑ์มะขามป้อมที่มีการจดสิทธิบัตรของต่างชาติ
 

Tags : มะขามป้อม

13

มะขามป้อม ผลไม้สมุนไพรที่ก้องไกลระดับโลก
            ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดนั้น มีไม่กี่ชนิดทีเป็นผลไม้สมุนไพรกล่าวคือ มีการนำมาบริโภคในรูปแบบผลสดแบบผลไม้ และอาจนำมาใช้แปรรูปเป็นยาสมุนไพรได้ด้วย  โดยชนิดหลักๆที่ผู้เขียนคิดขึ้นมาได้ก็จะมีอาทิเช่น สมอไทย ทับทิม กระเจี๊ยบ มะขาม ฯลฯ แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ “มะขามป้อม” สมุนไพรที่พบได้ในไทย(ซึ่งจริงๆแล้วไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่เป็น 1 ในหลายๆประเทศที่ถูกระบุว่าเป็นถิ่นกำเนิดของมะขามป้อมเช่นกัน) สำหรับมะขามป้อมนี้นับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีประวัติอันยาวนานมาก เพราะมีปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 33 พระสุตันตปิฎก เล่มที่ 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ มุสสพุทธวงศ์ ได้กล่าวว่า “พระพุทธเจ้า ปุสสพุทธเจ้าได้ประทับเพื่อตรัสรู้ ณ.ควงไม้มะขามป้อม หลังจากบำเพ็ญเพียรมาได้ 7 วัน (รวมถึงในตำราของพระภิกษุ ก็ยังระบุไว้ว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีโอสถในตัว สามารถเก็บไว้ฉันได้ยามวิกาลและโดยถือเป็นปรมัตถ์(หรือยา) และเมื่อนำมาดองกับน้ำมูตรก็จะเป็นยา รักษาโรคต่างๆและเป็นอายุวัฒนะได้เช่นเดียวกับสมอไทยดองน้ำมูตร เช่นกัน) “ซึ่งคาดเดาได้ว่า ในประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ศรีสังกา บังคลาเทศ นั้นอาจจะมีการใช้คุณสมบัติจากมะขามป้อมกันมาช้านานแล้ว ซึ่งก็มีข้อมูลสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานดังกล่าวคือ ว่ากันว่า มะขามป้อมนี้ เป็นสมุนไพรที่คนในอินเดียใช้กันมาเป็นพันๆปีแล้ว โดยใช้ในคุณสมบัติที่เป็นยาอายุวัฒนะ และคนอินเดียยังเรียกชื่อมะขามป้อมว่า Amla (อัมรา) หรือ Amalaka ซึ่งแปลว่า พยาบาล หรือ แม่ ซึ่งความหมายนี้สะท้อนให้เห็นว่า มะขามป้อม เปรียบได้ดังพยาบาลหรือแม่ของผู้ที่ใช้หรือทานมะขามป้อม เพราะมะขามป้อมก็จะช่วยดูแลสุขภาพของผู้รับประทานเช่นกัน และเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่ผ่านมานี้ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการค้นหาเกี่ยวกับมะขามป้อมอย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งแต่ในปี 1901 หน่วยงานเกษตรในสหรัฐอเมริกาได้นำเมล็ดมะขามป้อมไปขยายพันธุ์ที่รัฐฟลอริดา ตามสวนสาธารณะทั่วๆไปจนถึงปี 1945 ที่มีรายงานจากประเทศอินเดียว่ามะขามป้อม 1 ลูกนั้นให้วิตามินซีสูงกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ถึง 12 เท่า และมากกว่านี้ส้มคั้นสด ถึง 20 เท่าเลยทีเดียวและในสหรัฐอเมริกา มะขามป้อมได้กลายเป็นส่วนประหลักของยา Shawket ซึ่งเป็นยาที่ใช้เยียวยาอาการของผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงยา Livzon ซึ่งใช้สารสกัดด้วยน้ำของสมุนไพร 5 ลักษณะ (มีมะขามป้อมรวมอยู่ในนั้นด้วย) เป็นยาป้องกันและเยียวยาโรคจากสภาวะ เอดส์ ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ตับอักเสบ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยา Livad เยียวยาตับอักเสบและยา Glufac รักษาเบาหวาน ซึ่งยาทั้งหมดนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรในอเมริกาแล้ว จะเห็นได้ว่ามะขามป้อม ผลไม้ผลเล็กๆ นี้มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งน่าจะเหมาะกับฉายา “เล็กพริกขี้หนู” จริงๆ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์มะขามป้อม

14

ประโยชน์มากมี สรรพคุณมากมายในมะรุม
            หากกล่าวถึงพืชผักสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณในทุกๆส่วนแล้ว หลายท่านคงนึกถึงพืชผักสมุนไพรหลายๆลักษณะ เช่น กล้วย ขิง กระชาย ข่า ฯลฯ ที่กล่าวมานี้อาจมาใช้คุณสมบัติได้ในทุกๆส่วนไม่ว่าจะนำมาใช้สรรพคุณในด้านอาหารหรือเป็นเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ รวมถึงยังมีประโยชน์ทางยาอีกด้วย แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หากไม่มีชื่อ “มะรุม” รวมอยู่ในนั้นด้วยก็คงจะเป็นการไม่ยุติธรรมกับพืชสมุนไพรลักษณะนี้เพราะว่ามะรุมนั้นเป็นพืชที่มีความหัศจรรย์ กล่าวคือมะรุมอาจนำมาใช้ทำอาหารและยังมีสรรพคุณทางยาอาจใช้เยียวยาโรคต่างๆได้หลายโรค อีกทั้งเป็นที่ชอบใช้ในหลายๆประเทศส่วนการแพร่กระจายพันธุ์ของมะรุมนั้นก็ยังอาจขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพและทนทานต่อความแห้งแล้งตามที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น ในที่นี้เราจะกล่าวถึง ประโยชน์และสรรพคุณของมะรุมพืชผักสมุนไพรใกล้บ้านกันนะครับ แน่นอนว่ามะรุมนั้นคนไทยชอบนำมาใช้ประโยชน์โดยเรานำมาเป็นอาหารกันตั้งแต่ช้านานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่ามะรุมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยในใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสดถึง 2 เท่า และยังมีธาตุอาหารที่สามารถป้องกันโรคต่างๆในปริมาณที่สูง เช่น มิวิตามินเอ มากกว่าแครอทถึง 3 เท่า มีวิตามินซี 7 เท่าของส้ม  มีแคลเซียมมากว่า 3 เท่าของนมสด มีโพแทสเซียม 3 เท่าของกล้วย รวมถึงเป็นอาหารที่มีพลังงานไม่มาก เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก ส่วนสรรพคุณในด้านอื่นๆคือ เมล็ดของมะรุมใช้ทำน้ำมันมะรุมเพื่อใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมันพืช ช่วยบำรุงรักษาผิวชะลอความเหี่ยวย่นของผิว ลดอาการผื่นผ้าอ้อมในเด็ก บรรเทาอาการอักเสบของรูขุมขนและสิว ช่วยชะลอจุดด่างดำบนใบหน้า เยียวยาอาการผมร่วง คันศีรษะ ส่วนคุณสมบัติทางยาของมะรุมนั้นก็มีมากมายโดยแยกตามส่วนต่างๆของมะรุมได้ดังนี้ รากของมะรุมมีสรรพคุณแก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคไขข้อ เปลือกลำต้นมีสรรพคุณใช้แก้โรคปวดหลังปวดเอว ปวดกล้ามเนื้อ ใบของมะรุมมีประโยชน์รักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ลำไส้อักเสบ ท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ เยียวยาโรคตาต่างๆ ดอกมีประโยชน์แก้ไข้หัวลม  ใช้เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักมีคุณสมบัติแก้ไข้ ป้องกันมะเร็ว ลกความดันโลหิต เมล็ดมีคุณสมบัติใช้แก้ไอ เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และใช้ทำน้ำมันมะรุมโดยมีสรรพคุณต่างๆตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว รวมถึงมีการศึกษาของคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล ได้พบว่าสารสกัดน้ำของมะรุมน่าจะเป็นสมุนไพรที่ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนในต่างประเทศนั้นก็มีการใช้สรรพคุณจากมะรุมเช่นกัน เช่น ชาวญี่ปุ่นผลิตใบชาจากใบมะรุมออกจำหน่าย โดยระบุว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคปากนกกระจอก หอบหืด ปวดศีรษะ บำรุงสายตา และระบบทางเดินอาหาร และในอินเดีย สตรีตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก ส่วนฟิลิปปินส์สตรีที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรจะกินแกงจืดใบมะรุมเพื่อเพิ่มแคลเซียมในน้ำนมและเพิ่มปริมาณน้ำนมอีกด้วย
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณมะรุม

15

ประโยชน์มากมี สรรพคุณมากมายในมะรุม
            หากกล่าวถึงพืชผักสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณในทุกๆส่วนแล้ว หลายท่านคงนึกถึงพืชผักสมุนไพรหลายๆชนิด เช่น กล้วย ขิง กระชาย ข่า ฯลฯ ที่กล่าวมานี้สามารถมาใช้ประโยชน์ได้ในทุกๆส่วนไม่ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอาหารหรือเป็นเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ รวมถึงยังมีประโยชน์ทางยาอีกด้วย แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หากไม่มีชื่อ “มะรุม” รวมอยู่ในนั้นด้วยก็คงจะเป็นการไม่ยุติธรรมกับพืชสมุนไพรประเภทนี้เพราะว่ามะรุมนั้นเป็นพืชที่มีความหัศจรรย์ กล่าวคือมะรุมสามารถนำมาใช้ทำอาหารและยังมีประโยชน์ทางยาอาจใช้รักษาโรคต่างๆได้หลายโรค อีกทั้งเป็นที่นิยมใช้ในหลายๆประเทศส่วนการแพร่กระจายพันธุ์ของมะรุมนั้นก็ยังอาจขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพและทนทานต่อความแห้งแล้งตามที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น ในที่นี้เราจะกล่าวถึง ประโยชน์และสรรพคุณของมะรุมพืชผักสมุนไพรใกล้บ้านกันนะครับ แน่นอนว่ามะรุมนั้นคนไทยชอบนำมาใช้ประโยชน์โดยเรานำมาเป็นอาหารกันตั้งแต่ช้านานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่ามะรุมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยในใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสดถึง 2 เท่า และยังมีธาตุอาหารที่สามารถป้องกันโรคต่างๆในคุณภาพที่สูง เช่น มิวิตามินเอ มากกว่าแครอทถึง 3 เท่า มีวิตามินซี 7 เท่าของส้ม  มีแคลเซียมมากว่า 3 เท่าของนมสด มีโพแทสเซียม 3 เท่าของกล้วย รวมถึงเป็นอาหารที่มีพลังงานไม่มาก เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก ส่วนสรรพคุณในด้านอื่นๆคือ เมล็ดของมะรุมใช้ทำน้ำมันมะรุมเพื่อใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมันพืช ช่วยบำรุงเยียวยาผิวชะลอความเหี่ยวย่นของผิว ลดอาการผื่นผ้าอ้อมในเด็ก ลดอาการอักเสบของรูขุมขนและสิว ช่วยชะลอจุดด่างดำบนใบหน้า รักษาอาการผมร่วง คันศีรษะ ส่วนคุณสมบัติทางยาของมะรุมนั้นก็มีมากมายโดยแยกตามส่วนต่างๆของมะรุมได้ดังนี้ รากของมะรุมมีสรรพคุณแก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เยียวยาโรคไขข้อ เปลือกลำต้นมีคุณสมบัติใช้แก้โรคปวดหลังปวดเอว ปวดกล้ามเนื้อ ใบของมะรุมมีสรรพคุณรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ลำไส้อักเสบ ท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ เยียวยาโรคตาต่างๆ ดอกมีคุณสมบัติแก้ไข้หัวลม  ใช้เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักมีสรรพคุณแก้ไข้ ป้องกันมะเร็ว ลกความดันโลหิต เมล็ดมีประโยชน์ใช้แก้ไอ เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และใช้ทำน้ำมันมะรุมโดยมีคุณสมบัติต่างๆตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว รวมถึงมีการศึกษาของคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล ได้พบว่าสารสกัดน้ำของมะรุมน่าจะเป็นสมุนไพรที่ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนในต่างประเทศนั้นก็มีการใช้ประโยชน์จากมะรุมเช่นกัน เช่น ชาวญี่ปุ่นผลิตใบชาจากใบมะรุมออกจำหน่าย โดยระบุว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคปากนกกระจอก หอบหืด ปวดศีรษะ บำรุงสายตา และระบบทางเดินอาหาร และในอินเดีย สตรีตั้งครรภ์จะรับประทานใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก ส่วนฟิลิปปินส์ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรจะกินแกงจืดใบมะรุมเพื่อเพิ่มแคลเซียมในน้ำนมและเพิ่มจำนวนน้ำนมอีกด้วย

หน้า: [1] 2 3 4